
พะเยาใช้พรานป่า ดับไฟ-แก้หมอกควัน
เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูแล้ง ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่กลายเป็นปัญหาประจำและสำคัญของภาคเหนือ
โดย อักษรา ปิ่นนราสกุล
เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูแล้ง ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่กลายเป็นปัญหาประจำและสำคัญของภาคเหนือ โดยเฉพาะภาคเหนือตอนบน คือ “หมอกควัน” ซึ่งจำเลยของหมอกควันทุกปี ไม่พ้น “ไฟป่า” หรือ “เผาตอซัง” เพราะส่วนใหญ่พบว่าจุดเกิดความร้อน หรือฮอตสปอต มักจะพบในพื้นที่การเกษตร การวัดปริมาณฝุ่นละอองในอากาศที่เป็นเกณฑ์มาตรฐานของกรมควบคุมมลพิษ คือไม่เกิน 120 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ซึ่งพบว่าจังหวัดในภาคเหนือที่เป็นขาประจำเกิดปัญหาหมอกควันถึงขั้นวิกฤตทุกปี คือ เช่น จ.เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง แพร่ น่าน และพะเยา ซึ่งขณะนี้คุณภาพอากาศใน จ.พะเยา ถือว่ายังอยู่ในระดับปานกลาง ไม่เกินมาตรฐาน
ประจญ ปรัชญ์สกุล ผวจ.พะเยา มือปราบหมอกควัน กล่าวว่า “การแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่าปี 2561 มีมาตรการหลักคือป้องปรามควบคู่การใช้ระเบียบกฎหมายห้ามเผาทุกชนิดในช่วง 60 วันอันตราย ระหว่าง 16 ก.พ.-16 เม.ย. 2561 และรัฐบาลมีเป้าหมายให้ทุกพื้นที่ต้องลดพื้นที่เกิดจุดความร้อนหรือฮอตสปอตและจำนวนวันที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานจะต้องลดลงจากปี 2560 ที่ผ่านมาร้อยละ 20 ปี 2560 จ.พะเยา เกิดฮอตสปอตประมาณ 80 จุด ปี 2561 จะต้องไม่เกิน 60 จุด ส่วนจำนวนวันที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานปี 2560 มี 1 วัน ดังนั้น ปี 2561 จะต้องไม่มีการเกิดค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานแม้แต่วันเดียว
เบื้องต้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการจำแนกพื้นที่เสี่ยง กลุ่มเสี่ยง ที่เป็นพื้นที่เป้าหมายในการเกิดปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ขณะที่กลุ่มเสี่ยงก็ต้องมีการเฝ้าระวัง โดยเฉพาะพื้นที่ป่าหากไม่จำเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐจะขอความร่วมมือประชาชนงดการเข้าป่าในช่วง 60 วันห้ามเผา ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ได้เน้นเรื่องการส่งเสริมการทำปุ๋ยหมัก ซึ่งจังหวัดให้ทุกพื้นที่ดำเนินการจัดทำ 1 หมู่บ้าน 1 กองปุ๋ยหมัก 1 ครัวเรือน 1 เสวียน หรือ 1 ต้น 1 เสวียน การไถกลบตอซังในนาข้าวเพื่องดเผาทุกพื้นที่ แต่หากยังพบว่าพื้นที่ใดมีควันจะต้องมีผู้รับผิดชอบ และพื้นที่ชายแดนได้สร้างความตระหนักเรื่องพิษภัยของหมอกควันร่วมกับเมืองชายแดนของ สปป.ลาว ทั้งหมดทั้งมวลเพื่อสุขภาพของประชาชนในระยะยาวให้ปลอดภัยจากหมอกควันอย่างยั่งยืน”
ในทางปฏิบัติของ จ.พะเยา ทุกพื้นที่ได้เน้นย้ำการป้องปรามการเข้าพื้นที่เสี่ยง เช่น พื้นที่ป่า การเข้า-ออกป่าของกลุ่มหาของป่า เจ้าหน้าที่ของรัฐได้ให้ผู้ที่ประสงค์เข้าในป่าลงชื่อเป็นหลักฐานพร้อมเวลาเข้าออก เพื่อนำไปตรวจสอบหากเกิดจุดความร้อนหรือ
ไฟป่าขึ้น เป็นการป้องปรามเชิงรุกทุกพื้นที่ใน จ.พะเยา
บันทม สมสุวรรณ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ (อช.) ภูซาง จ.พะเยา กล่าวว่า “ห้วงเวลาที่ จ.พะเยา มีประกาศห้ามเผา 60 วัน ตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ.-16 เม.ย. 2561 อช.ภูซาง ได้ขอความร่วมมือบุคคลที่ประสงค์หรือเข้าพื้นที่ป่าเพื่อหาของป่าในช่วงประกาศห้ามเผา ได้ลงชื่อการเข้า-ออกป่าทุกวัน เพื่อจัดเก็บเป็นหลักฐานเมื่อพบเหตุไฟป่าจะได้ทราบผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งทุกหมู่บ้านทางผู้นำหมู่บ้านได้ดำเนินการเป็นมาตรการตั้งแต่ปี 2560 ที่ผ่านมาแล้ว เป็นมาตรการที่ได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ
ปี 2561 เพิ่งพบจุดความร้อน 1 จุด ซึ่งควบคุมได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีเส้นทางลาดตระเวนที่สำรวจเฝ้าระวังทุกปี และหากพบว่าวันไหนที่คุณภาพอากาศวิกฤต คือ มีค่าฝุ่นละอองสูง 120 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร คือ ค่าเกินมาตรฐานทาง อช.ภูซาง จะห้ามไม่ให้ทุกคนเข้าป่าหาของป่า ยกเว้นเจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนที่ต้องปฏิบัติหน้าที่กันตลอดเวลา”
อนุศาสตร์ สุริยา กำนัน ต.ภูซาง อ.ภูซาง จ.พะเยา กล่าวว่า “ทางหมู่บ้านได้ใช้วิธีการให้พรานป่าเป็นคนนำทางลาดตระเวน เนื่องจากพรานป่าเป็นผู้ที่มีความชำนาญเส้นทางในป่า เป็นการนำพรานป่ามาทำงานร่วมกันด้านป้องกันและแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน ดีกว่าจะมองว่ากลุ่มพรานป่าเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า เมื่อได้รับความร่วมมือจากพรานป่า ทำให้คณะทำงานด้านการสกัดไฟป่าสามารถทำงานได้อย่างราบรื่น เพราะเมื่อให้พรานป่านำทางย่อมมั่นใจว่าชุดลาดตระเวนในหมู่บ้านจะไม่หลงป่า และสามารถเดินลาดตระเวนการเฝ้าระวังป้องกันไฟป่าไม่ให้เกิดขึ้นได้อย่างมั่นใจ”
ด้านนโยบายเน้นย้ำการป้องปรามไม่ให้เกิดไฟป่า การนำเศษวัชพืชมาทำปุ๋ยหมัก ขณะเดียวกันระดับปฏิบัติการ ก็มีการเฝ้าระวัง ออกลาดตระเวน ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ พรานป่า ประชาชนในทุกหมู่บ้านที่เป็นแนวกันชนป่ากับชุมชน ถือว่าเป็นมิติของการทำงานเชิงรุก “ใช้คนให้ถูกกับงาน” เพราะพรานป่าคือผู้ชำนาญการเดินป่า เมื่อนำมาใช้ประโยชน์จึงเกิดผลที่มีประสิทธิภาพยิ่งนัก







