
ก๊วนเลือกตั้งกับนักแสวงโชคทางการเมือง
อาชีพที่ดีที่สุดคือการเป็น “เจ้าคนนายคน”
อาชีพที่ดีที่สุดคือการเป็น “เจ้าคนนายคน”
ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่สังคมไทยเมื่อ 30 ปีก่อนยกย่องท่านว่าเป็น “ปราชญ์รัตนโกสินทร์” และ “เสาหลักประชาธิปไตย” ได้กล่าวถึงนักการเมืองไทยที่ท่านคลุกคลีมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในฐานะที่ท่านเป็นผู้ก่อตั้งพรรคการเมืองพรรคแรกของไทย คือพรรคก้าวหน้า เมื่อปี 2489 ว่า “เป็นทางลัดแห่งวาสนาที่จะได้เป็นเจ้าคนนายคน”
ครั้งนั้นรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2489 บัญญัติให้บุคคลสามารถรวมกันจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองได้ แต่ก็ยังไม่ได้จัดตั้งพรรคขึ้นในระยะก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง โดยมารวมกลุ่มกันภายหลังที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาแล้ว พรรคก้าวหน้าของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เองก็มี สส.แค่ 4-5 คน ในขณะที่กลุ่ม สส.ที่สนับสนุนอาจารย์ปรีดี พนมยงค์มีหลายสิบคน ซึ่งก็มีการจัดตั้งกันขึ้นเป็นพรรคหลังการเลือกตั้งนั้นด้วย ชื่อว่าพรรคแนวรัฐธรรมนูญ ดังนั้นท่านจึงมาคบคิดกับ สส.กลุ่มที่ไม่เอาอาจารย์ปรีดี ตั้งขึ้นเป็นพรรคใหม่โดยเอา สส.ในพรรคก้าวหน้ามาร่วมด้วย ชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมาจากชื่อพรรคการเมืองใหญ่ในสหรัฐอเมริกาคือพรรคเดโมแครต อันหมายถึงพรรคของประชาชน แล้วตั้งให้นายควง อภัยวงศ์เป็นหัวหน้าพรรค
สมัยนั้นมี สส.ทั้งสภาเพียงแค่ 90 กว่าคน พรรคแนวรัฐธรรมนูญรวมกลุ่มได้เป็นเสียงข้างมากก็ได้จัดตั้งรัฐบาล มีอาจารย์ปรีดีเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องเป็นฝ่ายค้าน นอกจากนั้นก็ยังมีพรรคที่ขอจัดตั้งขึ้นหลังเลือกตั้งนั้นอีกเป็นจำนวนมากน่าจะราวๆ 20 พรรค ส่วนหนึ่งก็ถูกกวาดต้อนเข้ากับพรรคแนวรัฐธรรมนูญเพราะอยากร่วมรัฐบาล โดยที่ สส.ส่วนใหญ่ในสภายุคนั้นคืออดีตข้าราชการ ส่วนมากคือครู ที่มีอีกมากอีกอาชีพหนึ่งก็คือทนายความ เกือบทั้งหมดนี้มีความหวังเดียวกันว่าจะได้เป็น “เจ้าคนนายคน”
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มาตั้งพรรคอีกครั้งในสมัยหลัง 14 ต.ค. 2516 คือพรรคกิจสังคม โดยเน้นความเป็นพรรคสมัยใหม่ที่ “ขายนโยบาย” ก็ได้รับความสำเร็จด้วยดี การเลือกตั้งครั้งแรกแรกในปี 2518 แม้จะได้ สส.เข้ามาเพียง 18 คน พร้อมกับส่งผลให้หัวหน้าพรรคคือท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็ได้สร้างผลงานผ่านนโยบายเงินผัน การประกันราคาพืชผล ส่งเสริมสภาตำบล และคนจนรักษาฟรีขึ้นรถเมล์รถไฟฟรี ก็ทำให้การเลือกตั้งครั้งต่อมาในปี 2519 ก็มี สส.เป็น 45 คน และในปี 2522 เพิ่มเป็น 83 คน กระนั้นพรรคการเมืองไทยก็ยังคงมีการจัดตั้งขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยในการเลือกตั้งแต่ละครั้งก็มีเกิน 20 พรรคขึ้นไป
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ให้ข้อสรุปที่น่าสนใจเกี่ยวกับการที่พรรคการเมืองไทยมีจำนวนมากมายนั้นว่า เป็นการสะท้อนถึงสภาพทางสังคมและวัฒนธรรมไทยที่โดดเด่นอย่างหนึ่ง คือความเป็นศักดินา ที่ยังคงติดแน่นแม้ว่าจะมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
ความเป็นศักดินานี้ก็คือ การที่จะต้องมี “เจ้านาย”คอยปกป้องดูแลให้พึ่งพิง ดังนั้นคนที่อยากจะเป็นนักการเมืองก็ต้องวิ่งหา “หัว” หรือคนที่จะมาเป็นหัวหน้าที่จะต้องมีบารมีโดดเด่นและมีพลังอำนาจพอสมควรในวงสังคม ขณะเดียวกันคนที่เข้าไปเป็น “บริวาร” ของหัวหน้าก็มักจะชิงดีชิงเด่นและอิจฉาริษยากัน โดยมักจะกีดกันไม่ให้ใครเข้ามาแข่งอำนาจวาสนาในพรรคนั้นด้วย จึงเป็นเหตุให้คนที่อยากเล่นการเมืองจำนวนหนึ่งหาพรรคเข้าไม่ได้ ก็ต้องไปตั้งพรรคขึ้นเองและอุปโลกน์ตัวเองขึ้นเป็นหัวหน้า และเพื่อจะให้พรรคของตนเองโดดเด่นก็ต้องพยายามสร้างบารมีและอิทธิพลให้ดูน่าสนใจ แม้ว่าจะไม่ได้เข้าร่วมอยู่ในพรรคนั้น แต่ถ้าได้ สส.มาบ้างก็จะสามารถนำไปต่อรองหรือ “เรียกราคา” จากพรรคที่เคยปฏิเสธตนเองมาแล้วนั้นต่อไปก็ได้
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ เล่าว่า คนที่มาเล่นการเมืองที่ท่านรู้จักส่วนใหญ่มักจะมี “ปมเขื่อง” ในเรื่องการแข่งบุญแข่งวาสนา จากคนธรรมดาหรือมาจากไร่นาชนบทเมื่อเข้ามาเป็น สส.ก็นับว่าใหญ่พอสมควรแล้ว ยิ่งถ้าได้เป็นรัฐมนตรีหรือมีตำแหน่งอื่นๆ ทางการเมืองก็ยิ่งจะ “พองตัว” มากขึ้นไปอีก การเลือกตั้งนั้นเป็นการลงทุนที่ไม่มาก (ในสมัยก่อน) แต่ได้ผลตอบแทนประมาณค่าไม่ได้ จึงมีคนอยากเป็นผู้แทนฯ อยู่เป็นจำนวนมาก
ในปี 2530 ผู้เขียนได้มาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยสอนวิชารัฐศาสตร์ ในตำราเรื่องพรรคการเมืองและการเลือกตั้งของท่านอาจารย์พงศ์เพ็ญ ศกุนตาภัย ที่ผู้เขียนใช้สอนนักศึกษาบอกว่า ประเทศไทยไม่มีพรรคการเมืองและนักการเมืองที่แท้จริง มีแต่ “ก๊วนเลือกตั้ง” และ “นักเลือกตั้ง” ซึ่งพอมีเลือกตั้งก็จะมารวมกลุ่มกันแล้ว “เฮ” กันไปลงเลือกตั้ง การเลือกตั้งนั้นเหมือนการซื้อหวย ถ้าโชคดีก็มีอำนาจวาสนาได้เป็นใหญ่เป็นโต แต่ถ้าไม่ได้รับเลือกตั้งก็ไม่มีอะไรจะเสีย นอกจากค่าสมัครและค่าหาเสียงเท่าที่ได้จ่ายไป
ปรากฏการณ์การ “แห่” ไปขอจดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองที่ กกต.ในระหว่างนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร ถ้าเปรียบการเลือกตั้งเป็นขนมเค้กอันหอมหวาน ก็เพียงแต่ภาพของแมลงผึ้งที่บินตอมเพื่อ “แบ่งเค้ก” กันกินก็เท่านั้น แต่ถ้าเปรียบการเลือกตั้งเป็นสิ่งชั่วร้ายสกปรก ก็คงไม่ผิดแผกไปจาก “อาจม” ที่แมลงวันนานาชนิดรุมตอมเข้าชอนไชหาความอภิรมย์จากการเลือกตั้งนั้นๆ ก็แค่นั้นเอง
แค่มีใครเอาไม้เขี่ยๆ ก็หึ่งกันออกมาแทะเล็ม!







