posttoday
แก่นแท้แห่งความเท่าเทียม

แก่นแท้แห่งความเท่าเทียม

11 มีนาคม 2561

ครั้งหนึ่งมีโจรย่องเข้าบ้านหลังย่อมเพื่อลักขโมยของโชคร้ายของโจรที่บ้านหลังนั้นเป็นของนายทหาร แต่ยังดีที่นายทหารคนนั้นเป็นลูกศิษย์ของหวังหยางหมิง

ครั้งหนึ่งมีโจรย่องเข้าบ้านหลังย่อมเพื่อลักขโมยของโชคร้ายของโจรที่บ้านหลังนั้นเป็นของนายทหาร แต่ยังดีที่นายทหารคนนั้นเป็นลูกศิษย์ของหวังหยางหมิง

นายทหารใช้ฝีมือบู๊จับโจรได้ทันควัน จับได้แล้วจึงมัดโจรไว้กับเก้าอี้ ใจไม่อยากส่งตัวไปดำเนินคดี แต่อยากให้โจรสำนึกผิดกลับตัวกลับใจแบบที่อาจารย์หวังหยางหมิงเคยสอนว่า “ทุกคนล้วนมีแก่นอันประเสริฐ ทุกคนล้วนเป็นอริยบุคคลได้”

 “อริยบุคคล” (&>2307;&>0154;) ที่ว่าคือจุดสูงสุดของความเป็นมนุษย์ในคติความเชื่อแบบสำนักหรู (ขงจื๊อ) พูดสั้นๆ ก็คือปราชญ์ที่มีคุณธรรมอันดีงาม สูงส่งสมบูรณ์แบบ ในศาสนาพุทธก็เทียบเท่าพระพุทธเจ้าและหรือพระอรหันต์

“มือเท้าไว้ทำงานก็มี แล้วยังมาลักขโมย ไม่ละอายใจบ้างหรือ” นายทหารนั่งลงถามตรงหน้าโจร

“ละอายไม่ละอายแล้วจะทำไม ข้าอยู่รอดด้วยวิธีนี้มาตั้งแต่เกิด!”

นายทหารพูดสอนต่อ แต่ดูท่าจะเสียแรงเปล่า โจรแหงนหน้าเย้ย บอกว่า “ข้าก็ถ่อยก็เลวของข้าแบบนี้ อย่ามาทำพร่ำสอนเรื่องคุณธรรมความดีให้มากความจะส่งข้าไปหาทหารตำรวจไม่เคยกลัว ก็ข้ามันคนหยาบคนชั่ว จะฆ่าให้ตายก็รีบทำ ยังไงก็จะใช้ชีวิตแบบนี้ ใครจะทำไม!”

นายทหารหัวร้อน “ไอ้เจ้านี้โดนจับได้ยังปากดี ไม่รู้จักสำนึกไม่รู้จักละอาย” พลันนึกขึ้นมา... เอ หรือว่าที่อาจารย์ว่าไว้จะไม่จริง

“เออ ก็ใช่! ข้านี่แหละหน้าด้านหน้าทนไม่เคยละอายอะไรในโลกใบนี้”

หวังหยางหมิงผู้เป็นอาจารย์รู้ข่าวแล้วสักพัก เดินทางมาถึงบ้านลูกศิษย์ เห็นโจรประกาศความโฉดต่อเจ้าของบ้าน หวังหยางหมิงจึงเข้าไปถาม “เจ้าประกาศตัวว่าเลวสารพัด ไม่กลัวตาย ไม่ละอายแก่ความชั่วใดๆ เป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือ”

โจรตอบว่า “ใช่ ข้าคือสวะสังคม ไร้ซึ่งความละอายใดๆ”

จะว่าไปก็พอเข้าใจจิตใจโจรได้ ก็เพราะชีวิตที่ไร้ความหวังว่าจะมีอนาคตในทางสุจริต จึงใช้ชีวิตเยี่ยงโจรไปวันๆ ให้สาแก่ใจ โดนจับได้ก็แค่โดนโบย เข้าคุกแล้วก็ออกมาใหม่ หรืออย่างมากก็แค่ตาย เป็นสวะสังคมอย่างที่ทั้งสังคมประณามมันจะมีอะไรดีไปได้มากกว่านี้

ยิ่งโจรประกาศดื้อด้านยิ่งกลายเป็นความท้าทาย ลูกศิษย์และอาจารย์ต้องการพิสูจน์ให้โจรรู้ว่า อย่างไรเสียคนเราทุกคนก็ต้องมีความละอายแก่ใจ

หวังหยางหมิงผู้เป็นอาจารย์จึงบอกว่า “เอาละนั่นเรามาคุยกันแมนๆ แต่วันนี้อากาศร้อนนัก มาถอดเสื้อนั่งคุยกันดีกว่า” ว่าแล้วหวังหยางหมิงก็เข้าปลดเชือกที่มัดโจรนั่นไว้

โจรบอก “ร้อนก็ร้อน ถอดก็ถอด คุยก็คุย คนถ่อยอย่างข้าบ่ยั่นอยู่แล้ว” ว่าแล้วก็ถอดเสื้อเปลือยอกสามศอกของคนโฉดตั้งท่าพร้อมคุยอย่างรวดเร็ว

หวังหยางหมิงบอกต่อ “ดูเหมือนอากาศจะร้อนกว่าที่คิด เจ้าถอดกางเกง กางเกงในออกเสียก่อน แล้วค่อยคุยกันด้วยดีกว่า”

โจรสตันต์ไป 2 วิแล้วบอกว่า “ไอ้บ้า! ไม่เอา ยังไง ข้าก็ไม่ถอด!”

หวังหยางหมิงจึงบอกว่า “นี่แหละคือความละอายที่เจ้ามี พิจารณาความละอายแก่ใจเช่นนี้ให้ดี เจ้ามีความดีและสามารถเป็นอริยบุคคลได้...”

แล้วหวังหยางหมิงและศิษย์นายทหาร จึงปล่อยโจรคนนั้นกลับบ้านไป

หวังหยางหมิง เกิดเมื่อ ค.ศ. 1472 มีชีวิตอยู่ในช่วงราชวงศ์หมิง เขามีอายุยืนเพียง 57 ปี แต่หวังหยางหมิงเป็นอัจฉริยะหลากหลายด้าน เขาเป็นทั้งขุนนางชื่อดัง นักปราชญ์ผู้แตกแขนงปรัชญาขงจื๊อ แม่ทัพจอมเผด็จศึกกบฏมากกลอุบาย รวมถึงเป็นผู้มีวิทยาทธลือชื่อ...

หวังหยางหมิงประกาศแนวคิดว่าทุกคนล้วนมีแก่นที่ดีอยู่ภายใน และถ้ารับรู้และปฏิบัติตามแก่นนั้นได้ ก็สามารถเป็นอริยบุคคลด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อาจฟังดูเหมือนเป็นประโยคโลกสวยล่องลอยอยู่ไกลชีวิตประจำวัน แต่แนวคิดนี้ของหวังหยางหมิง กระตุกให้ฉุกคิด และออกจากกรอบความเชื่อกระแสหลักของสังคมจีน

จากลัทธิขงจื๊อที่ก่อรูปร่างจนแข็งตัว จนสร้างความเชื่อร่วมกันว่าการจะเป็นอริยบุคคลได้ต้องร่ำเรียนตำราที่ว่าด้วยคุณงามความดีและจริยวัตรอันประเสริฐ สอบแข่งขันเพื่อเปรียบเทียบมาตรฐานความคิด ยิ่งสอบได้ตำแหน่งสูงได้เป็นขุนนางใหญ่โตก็ยิ่งมีจริยวัตรและภารกิจใหญ่โตใกล้เคียงอริยบุคคลในตำนาน

ด้วยหวังว่าจะใช้การศึกษาอบรมกะเทาะความหยาบกร้านหยาบคายจนกลายเป็นคนดีขึ้นมาได้ แต่พอระบบสร้างลูกน้องอริยบุคคลฉบับก๊อบปี้ใช้มานานไป พิธีกรรมขัดเกลากลับกลายเป็นสิ่งแทนที่ความจริงอย่างบิดเบือน

วัยเด็กเหล่าซือเคยถามหวังหยางหมิงว่า “เจ้าเรียนไปแล้วจะเป็นอะไร” หวังหยางหมิงตอบว่า “เพื่อจะเป็นอริยบุคคลครับ” ผลคือเกิดดราม่ายกใหญ่ “เด็กบ้าอะไร คิดจะเทียบเคียงขงจื๊อ ใครๆ เขาต้องเรียนเพื่อรับราชการ ต่างหากเล่า!”... และแม้แต่พ่อของหวังหยางหมิงเองก็ร่วมตำหนิลูกไปกับเหล่าซือด้วยเหตุผลเดียวกัน

การหามาตรฐานจัดลำดับชั้นความดีงามอย่างเข้มข้นมักพามนุษย์หลงทางไปทั้งสังคมได้อย่างง่ายดาย

ผ่านวัยว้าวุ่นและขวบปีที่พยายามทำความเข้าใจชีวิต หวังหยางหมิงจึงลุกขึ้นบอกว่าแท้จริงแล้วทุกคนเป็นอริยบุคคลได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านพิธีกรรมตีตราภายนอก เพราะแท้จริงทุกคนล้วนมีแก่นที่ดีภายในตั้งแต่อ้อนแต่ออด โดยไม่ยกเว้นผู้ใด

ความคิดเช่นนี้คือความคิดที่เปลี่ยนยุคสมัยได้ ในทุกวัฒนธรรม

สังคมที่ไม่ยอมช่วยกันเปลี่ยนกรรมวิธีการมองเพื่อนมนุษย์ให้ถึงแก่น ย่อมจะทำให้สังคมเหลือแต่เพียงหนทางคับแคบให้ผู้คนร่วมเดินเข้ามาสร้างสรรค์สังคม

ส่วนจะเริ่มต้นได้อย่างไร?... หวังหยางหมิงเคยว่าไว้ “เมื่อท่านเห็นทุกคนบนท้องถนนเป็นอริยบุคคล ทุกคนก็เห็นท่านก็เป็นอริยบุคคลเช่นกัน”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท