
เส้าหลินคือวิปัสสนา มิใช่วิชาหมัดมวย
ในช่วงแผ่นดินใหญ่โกลาหล วัดเส้าหลินรอดพ้นหายนะมาได้ ด้วยจิตใจอันเด็ดเดี่ยวของคณาจารย์ผู้ใหญ่
โดย กรกิจ ดิษฐาน
ในช่วงแผ่นดินใหญ่โกลาหล วัดเส้าหลินรอดพ้นหายนะมาได้ ด้วยจิตใจอันเด็ดเดี่ยวของคณาจารย์ผู้ใหญ่ เช่น พระเถระซื่อเต๋อฉาน และพระเถระซื่อซู่สี่ ท่านหลังนี้มีประวัติน่าสนใจไม่น้อย
พระเถระซื่อซู่สี่ เดิมแซ่เกิ่ง เกิดในครอบครัวยากจน มารดาจากไปตั้งแต่ยังเยาว์ บิดาเป็นพ่อค้าหนังสือ รู้จักคุ้นเคยไต้ซือวัดเส้าหลินเป็นอย่างดี แต่ต่อมาเกิดหนาวรุนแรง บิดาของท่านหนาวตาย ตัวท่านวัย 11 ขวบต้องเร่ร่อนขอทานกิน ถูกรังแก เหยียดหยามสารพัด แต่ต่อมามีวาสนาพบกับไต้ซือเส้าหลินท่านหนึ่ง ได้ประจักษ์ในวรยุทธ์เกิดความชื่นชมอย่างมากจึงติดตามท่านไปที่วัด หลังได้รับการทดสอบแล้ว จึงได้บวชเป็นสามเณรในปี 2479 อายุได้ 12 ปี ครั้นอายุ 18 ก็ได้รับการอุปสมบท
หลังผ่านการทดสอบให้ทำงานหนัก ท่านซื่อซู่สี่จึงได้เรียนวิชาเส้าหลิน และได้มีโอกาสร่ำเรียนวรยุทธ์จากคณาจารย์รุ่นเก่ามากมาย กลายเป็นพหูสูตวรยุทธ์คนหนึ่ง เก่งกาจกระทั่งได้รับฉายาว่า “ราชันหมัดหวยเส้าหลิน”
หลังจากนั้นจีนเข้าสู่ยุคสงครามต่อต้านญี่ปุ่น วัดเส้าหลินถูกญี่ปุ่นทำลายเพราะให้การช่วยเหลือวีรชนผู้ต่อต้าน หากตัวท่านเองใช้วิชายุทธ์อันแข็งแกร่งช่วยเหลือวีรชนผู้นั้น และยังนำลูกวัดต้านทานไว้ได้อย่างกล้าหาญ จึงรอดจากการถูกติดตามเอาชีวิต ครั้นเข้าสู่ยุคคอมมิวนิสต์ ก็เกิดภัยอดอยาก จนหลวงจีนต้องสึกไปหาเลี้ยงชีพเยี่ยงคฤหัสถ์ เหลือแต่ตัวท่านซื่อซู่สี่กับไต้ซือไม่กี่รูปคอยรักษาวัดที่แทบร้าง
ช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม วัดเส้าหลินยิ่งพบกับความพินาศ พวกยุวชนทหารแดง (Red Guards) บุกเข้ามาทำลายพระพุทธรูป เผาคัมภีร์ บีบบังคับให้ท่านซื่อซู่สี่ออกมาประณามต่อหน้าธารกำนัล พวกทหารแดงอาสาล้วนแต่เป็นเยาวชนเด็กวัยรุ่นทั้งนั้น บางคนเป็นแค่เด็กผู้หญิงยังกล้าลากตัวท่านมาทุบตีจนบาดเจ็บ แต่ท่านกลับไม่เคยใช้วิชายุทธ์ตอบโต้เลย ท่านปล่อยให้พวกนั้นทำร้ายท่านจนพอใจ หรือไม่ก็หลบซ่อนตัวในห้องสุขาจนพวกนั้นจากไปเอง
บางครั้งจะมีพวกเด็กๆ เข้ามาเล่นในวัด เอาหินปาพระพุทธรูป ทำลายภาพจิตรกรรมโบราณ ท่านจะใช้ร่างกายเข้ากำบังโดยไม่ใช้วรยุทธ์ตอบโต้เช่นกัน ต่อมาท่านยังสั่งให้พระในวัดจำตัวอักษร ศิลาจารึก คัมภีร์ในวัดทุกอย่าง จนแม่นทุกอักษร แม้กระทั่งลายมือเขียน จากนั้นนำของโบราณทั้งหมดไปฝังเพื่อให้รอดพ้นจากการทำลาย หรือหากถูกทำลายก็ยังมีบรรดาหลวงจีนจดจำรายละเอียดไว้ รอการฟื้นฟูในอนาคต
มีผู้ถามท่านว่าทำไมไม่ใช้วรยุทธ์สั่งสอนพวกเด็กเมื่อวานซืนเหล่านั้น ท่านตอบว่า “ข้อแรก พวกเขาเป็นเด็กยังไม่รู้ประสา สอง วรยุทธ์เราใช้ฝึกปรือร่างกายให้แข็งแรง ส่งเสริมคุณธรรม ควบคุมความชั่ว ข้อสาม ชาวพุทธควรปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยขันติธรรม” ท่านยังสอนว่า ขันติเหมือนลูกขนุน กว่าจะได้ลิ้มรสต้องพานพบคมแหลมทุกข์ทรมาน แต่ครั้นผ่านพ้นจะได้ลิ้มรสผลไม้หอมหวานที่สุด
ตลอดเวลาที่รับใช้พระศาสนาที่เส้าหลิน พระเถระซื่อซู่สี่เป็นรักษาการเจ้าอาวาสถึง 4 ครั้ง ล้วนแต่เป็นช่วงเวลาทุกข์เข็ญทั้งสิ้น กระทั่งครั้งที่ 5 ในปี 2533 ท่านจึงรับตำแหน่งเจ้าอาวาสอย่างเป็นทางการ ทำการฟื้นฟูวัด และวรยุทธ์ของสำนัก ในยุคของท่านมีศิษย์เส้าหลินถึง 3 หมื่นคน พระอารามและสำนักรุ่งเรืองยิ่งกว่ายุคสมัยไหน
พระเถระซื่อซู่สี่ เจ้าอาวาสวัดเส้าหลินลำดับที่ 29 มรณภาพเมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2549 ท่านละสังขาร ท่านจับมือซื่อหย่งซิ่น เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน แล้วกำชับว่า “เส้าหลินคือวิปัสสนามิใช่วิชาหมัดมวย”
ด้วยทัศนะต่ำต้อยของผู้เขียนขอตีความว่า ท่านคงหวังให้เส้าหลินเป็นดินแดนแห่งธรรมะ มิใช่สำนักส่งเสริมวิชายุทธ์ สืบทอดสายธารธรรมแห่งนิกายฉาน (เซน) มุ่งวิปัสสนากรรมฐาน ฝึกวิชายุทธ์เพื่อความแข็งแรงของสังขาร มิใช่เพื่อเอาชนะคะคานใคร ดังเมื่อครั้งที่พระโพธิธรรม (ตั๊กม๊อ) ประกาศธรรมนิกายฉาน และเริ่มสั่งสอนวรยุทธ์แห่งเส้าหลิน เมื่อพันกว่าปีก่อน
ป.ล.ขณะนี้มีเรื่องไม่สู้ดีเกี่ยวกับศิษย์เส้าหลินรุ่น 33เจ้าอาวาสลำดับที่ 30 “ซื่อหย่งซิ่น” อันที่จริง เรื่องในทางลบของท่านซื่อหย่งซิ่น อื้อฉาวมานานหลายปีแล้ว เพียงแต่คราวนี้ มีผู้อ้างว่าเป็นศิษย์ภายใน “เปิดโปง” เรื่องราวให้ชัดเจนขึ้น เรื่องนี้ผู้เขียนไม่ขอยุ่งเกี่ยว เพียงขอให้ท่านติดตามข่าวด้วยความรอบคอบ







