
ชีวิตเจ้าฟ้าไทยลื้อ
คราวที่แล้วเล่าถึงสาวอรดา มีเสียงถามไถ่กันมาเยอะพอควรครับ อยากรู้ว่าตอนจบเป็นอย่างไร ใจเย็นๆ
โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์
คราวที่แล้วเล่าถึงสาวอรดา มีเสียงถามไถ่กันมาเยอะพอควรครับ อยากรู้ว่าตอนจบเป็นอย่างไร ใจเย็นๆ ครับ เรื่องมันยาว เดี๋ยวจะพยายามเก็บรายละเอียดให้หมดครับ
ในยุคที่เกิดเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น ได้สร้างให้เกิดความโกลาหลเป็นอย่างมาก มีประชาชนชาวลาวได้รับผลกระทบและหลบหนีออกนอกประเทศ ทำให้เกิดบ้านแตกสาแหรกขาดกันเกิดขึ้น ในขณะที่ลุงจายหรือเจ้าฟ้าน้อยแห่งไทยใหญ่ (ลื้อ) ก็เช่นกัน ในช่วงแรกนั้นท่านยังไม่มีความคิดที่จะหลบหนีออกจากห้วยทราย แต่ด้วยความที่ท่านเห็นเหตุการณ์ต่างๆ ที่ไม่ชอบมาพากล ท่านเกิดความไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง เจ้าหน้าที่บ้านเมืองลาวในยุคเปลี่ยนผ่าน ได้สร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก จากเมืองห้วยทรายที่มีแต่ความสวยสดงดงามทางศิลปวัฒนธรรม ได้เปลี่ยนไป มีแต่ความน่าสะพรึงกลัว และเงามืดปกคลุมบ้านเมือง เพื่อนบ้านเริ่มมีการอพยพหนีภัยสงครามกันดังนกแตกรัง ท่านเองก็เริ่มหวั่นไหว
ท่านเล่าว่า สิ่งแรกที่ท่านทำคือการส่งน้องพร บุตรสาวคนที่สองของท่านมาเรียนหนังสือที่โรงเรียนเอกชนในตัวเมืองเชียงราย นี่เป็นที่มาของน้องพรที่สามารถอ่านเขียนภาษาไทยได้เป็นอย่างดี ส่วนอีกสี่สาว โดยเฉพาะสาวอรดา ในฐานะลูกสาวคนโต ต้องรับภาระหน้าที่ต้องช่วยดูแลครอบครัวและน้องๆ จึงไม่สามารถขยับตัวทิ้งครอบครัวไปได้ จากนั้นลุงจายกับป้าแดงก็พยายามดำเนินชีวิตให้เป็นธรรมดาที่สุด เพื่อไม่สร้างความระแวงสงสัยต่อทางการลาวในยุคนั้น
ต่อมาทางการลาวได้เริ่มรุกไล่สู่วัยรุ่นชาวลาว ด้วยการขออนุญาตผู้ปกครองหรือน่าจะเรียกว่า “เกณฑ์” วัยรุ่นในเมืองห้วยทราย เข้ารับการ “สัมมนา” ยังประเทศเพื่อนบ้าน สร้างความลำบากใจให้กับลุงจายและป้าแดงเป็นอย่างยิ่ง ทุกครั้งลุงจายก็จะพยายามขอผ่อนผันไปก็หลายครั้ง มักจะได้รับอนุญาต แต่ท่านก็เล็งเห็นว่าสักวันคงลำบากแน่ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ท่านจึงเริ่มตัดสินใจที่จะอพยพครอบครัวเป็นครั้งที่สี่ ซึ่งเป็นครั้งใหญ่หลวงในชีวิตของท่าน ในขณะที่ท่านเริ่มวางแผนที่จะอพยพนั้น ที่ฝั่งไทยด้าน อ.เชียงของ ได้มีการจัดตั้งศูนย์อพยพขึ้นที่บ้านตอง ห่างจากตัวอำเภอประมาณยี่สิบกว่ากิโลเมตร แต่ข่าวคราวในศูนย์อพยพที่ออกมา ก็ฟังดูไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ ท่านเล่าต่อว่าท่านต้องใช้วิจารณญาณอยู่นานมาก คิดว่าจะทำอย่างไรดีกับชีวิต น่าเห็นใจเจ้าฟ้าน้อยไทยใหญ่ (ลื้อ) ที่จำเป็นอย่างไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้ ท่านจึงเริ่มคิดถึงแม่ยายผม คือซิ้มร้านเล่าเอี่ยมเส็งที่เชียงของ ท่านได้ปรึกษาแม่ยายผมว่าจะขอให้ช่วยท่าน ด้วยการทยอยแอบขนของที่มีค่าและทองคำ เงินสดต่างๆ ข้ามโขงมาฝากไว้ที่บ้านแม่ยายผม ซึ่งแม่ยายผมก็รับฝากด้วยความเต็มใจ อีกทั้งยกห้องหนึ่งห้องในบ้านไว้เป็นที่เก็บทรัพย์สมบัติท่านในห้องนั้นเลย จากนั้นท่านก็คิดถึงลูกสาวคนโต ซึ่งกำลังสะพรั่งแตกเนื้อสาว อายุเพิ่งจะย่างสิบแปดปี ว่าจะทำอย่างไรดีกับสาวอรดา
ในเมืองห้วยทรายนั้น มีคนจีนที่อาศัยอยู่ที่นั้นอีกพอควร ที่ยังไม่ได้หนีออกจากประเทศลาว ได้มีครอบครัวหนึ่งที่มีลูกชายชื่อว่า “สอน” เป็นหนุ่มรูปงาม เจ้าสำราญพอควร ก็เคยเทียวไปเทียวมาที่บ้านลุงจายและป้าแดงเป็นประจำ เพราะอายุอานามใกล้เคียงกันกับสาวอรดา ในช่วงจังหวะที่กำลังวางแผนหนีจากประเทศลาว และหนีจากปัญหาการเกณฑ์วัยรุ่นไปรับการสัมมนานั้น สอนได้ส่งผู้ใหญ่มาสู่ขอสาวอรดา ลุงจายและป้าแดงจึงตัดสินใจยกสาวอรดาให้กับสอนทันที จากนั้นหลังแต่งงาน สาวอรดาจึงได้ติดตามสามีคือสอนไปอาศัยอยู่ที่เมืองหลวงพระบาง เพื่อลี้ภัยในการปกครอง ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่อยากที่จะจากพ่อแม่ และน้องๆ ชีวิตของสาวอรดาจึงเริ่มต้นใหม่กับหนุ่มสอน ชายหนุ่มรูปงามจากห้วยทราย
กลับมาที่ห้วยทราย หลังจากที่สาวอรดาจากไป ลุงจายและป้าแดงต้องดูแลเด็กๆ ลูกของตนเองที่ยังเด็กอยู่ มีจิ๋ม แขก น้อย โล้ และหล้า จิ๋มช่วงนั้นอายุสิบสอง ส่วนโล้และหล้าน้องชายคนเล็กอายุสองสามขวบ ลุงจายจึงเริ่มทยอยขนย้ายทรัพย์สมบัติอย่างเงียบๆ ไม่มีใครสังเกตเห็นความเคลื่อนไหว เพราะหากมีอะไรผิดสังเกตหรือมีพิรุธ ชีวิตอาจจะต้องจบลงอย่างแน่นอน กำลังสนุกเข้มข้น หน้ากระดาษหมดอีกแล้วครับ ขอต่ออาทิตย์ถัดไปนะครับ







