posttoday
‘สงครามจิตวิทยา’ ป่วนคู่ค้า ดึงเกมเจรจาใหม่

‘สงครามจิตวิทยา’ ป่วนคู่ค้า ดึงเกมเจรจาใหม่

10 มีนาคม 2561

ในที่สุดประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ก็ลงนามใช้มาตรการเซฟการ์ดขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมนำเข้าจากประเทศคู่ค้าทั่วโลกที่ 25% และ 10%

โดย ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์ 

ในที่สุดประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ก็ลงนามใช้มาตรการเซฟการ์ดขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมนำเข้าจากประเทศคู่ค้าทั่วโลกที่ 25% และ 10% เมื่อคืนวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา หลังสหรัฐส่งสัญญาณมาเป็นระยะแล้วว่าจะเริ่มใช้เซฟการ์ดดังกล่าวภายในสัปดาห์นี้

อย่างไรก็ดี ฟอร์บส์รายงานว่าการใช้เซฟการ์ดครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นการตั้งใจจุดชนวน “สงครามจิตวิทยา” ป่วนประสาทคู่ค้าเสียมากกว่าจะก่อสงครามการค้าขึ้นจริง เนื่องจากขณะนี้ยังคงไม่มีรายละเอียดชัดเจนพอเกี่ยวกับการบังคับใช้มาตรการดังกล่าว นอกจากระบุเพียงว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในอีก 15 วัน ซึ่งภายในช่วงระยะเวลาดังกล่าวอาจมี “ประเทศที่ได้รับการยกเว้น” เพิ่มเติม นอกเหนือจากแคนาดาและเม็กซิโก

“ท่านประธานาธิบดียินดีต้อนรับประเทศใดก็ตามที่มีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงร่วมกับสหรัฐ ในการหารือทางเลือกเพื่อแก้ไขความกังวลของเรา ซึ่งรวมถึงความวิตกเกี่ยวกับการผลิตเกินปริมาณทั่วโลก ท่านประธานาธิบดียังคงเปิดกว้างต่อการเปลี่ยนแปลงหรือยกเว้นภาษีดังกล่าวภายใต้เงื่อนไขบางประการสำหรับแต่ละประเทศ” ทำเนียบขาวระบุ โดยทรัมป์เองยังยกตัวอย่างว่าสหรัฐอาจไม่เก็บภาษีเซฟการ์ดจากออสเตรเลีย เนื่องจากไม่ได้เกินดุลการค้ากับสหรัฐ

ถ้อยแถลงดังกล่าวจึงเป็นการบ่งบอกว่า ทรัมป์ต้องการใช้เซฟการ์ดล่าสุดเพื่อกดดันให้ประเทศคู่ค้ายอมเจรจาเงื่อนไขการค้า ที่จะช่วยลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐและเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจสหรัฐมากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน การตั้งเซฟการ์ดดังกล่าวเกิดขึ้นจากการเปิดสอบสวนสินค้าประเภทเหล็กและอะลูมิเนียมตามมาตรา 232 ว่าคุกคามความมั่นคงของสหรัฐหรือไม่ โดยภายใต้มาตราดังกล่าว ทรัมป์จะยังมีเวลาตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับเหล็กและอะลูมิเนียมจนถึงวันที่11 เม.ย. และ 19 เม.ย. หมายความว่ารายละเอียดของภาษีเซฟการ์ดมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปได้อีก

ทั้งนี้ ยังมีตัวแปรอีก 3 ประการที่บ่งบอกว่าทรัมป์ไม่ได้หวังจุดสงครามการค้าขึ้นจริง ได้แก่ ความตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟต้า) องค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) และการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐในเดือน พ.ย.นี้

สำหรับตัวแปรแรกนั้นคือเรื่อง “นาฟต้า” โดยสหรัฐพยายามเจรจาแก้ไขความตกลงดังกล่าวกับแคนาดาและเม็กซิโกมาแล้วกว่า 6 รอบเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมสหรัฐมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ แต่ก็ยังคงคว้าน้ำเหลว และการเจรจารอบที่ 7 กำลังจะเสร็จสิ้นภายในสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ แคนาดาส่งออกเหล็กมายังสหรัฐมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 16.7% เมื่อปี 2017 ด้านเม็กซิโกครองอันดับ 4 ที่ 9.4% ภาษีเซฟการ์ดล่าสุดจึงจะส่งผลกระทบต่อทั้งสองประเทศโดยตรง และเป็นปัจจัยส่งผลให้การคุยแก้นาฟต้าเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ ภาษีเซฟการ์ดดังกล่าวจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อรอง ซึ่ง ปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาด้านการค้าประจำทำเนียบขาว ส่งสัญญาณว่าจะยกเว้นเซฟการ์ดให้ทั้งสองประเทศจนกว่าการเจรจานาฟต้าจะได้ข้อสรุป หมายความว่าหากแคนาดาและเม็กซิโกไม่เห็นพ้องกับสหรัฐ ก็อาจถูกถอดจากประเทศได้รับการยกเว้นได้เช่นกัน

ขณะที่ตัวแปรต่อมาคือ “ดับเบิ้ลยูทีโอ” แม้ว่าสหรัฐใช้เซฟการ์ดล่าสุดโดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง และถือว่าไม่ขัดต่อกฎของดับเบิ้ลยูทีโอที่ระบุว่า ประเทศสมาชิกสามารถปกป้อง “ผลประโยชน์ด้านความมั่นคงที่สำคัญของประเทศ” ได้ แต่แรงกดดันจากดับเบิ้ลยูทีโอ ทำให้สหรัฐเคยต้องยอมยกเลิกการเก็บภาษีเหล็กก่อนกำหนดมาแล้วในสมัยอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช เมื่อปี 2002 จากเดิมที่มีกำหนดบังคับใช้ชั่วคราว 3 ปี เหลือเพียง 1 ปี

ในกรณีที่ประเทศอื่นๆ เลือกตอบโต้ด้วยวิธี “หนามยอกเอาหนามบ่ง” โดยอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคงเช่นเดียวกับสหรัฐ ภาคอุตสาหกรรมหลายภาคส่วนจะตกเป็นเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นภาคการเกษตร ซึ่งจีนเริ่มเปิดสอบการนำเข้าข้าวฟ่างจากสหรัฐแล้ว หรือจากทางสหภาพยุโรป (อียู) ที่เปิดเผยว่ากำลังเตรียมตั้งภาษีสินค้านำเข้าหลายประเภทจากสหรัฐ คิดเป็นมูลค่ารวม 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1 แสนล้านบาท) ที่ 25%

สำหรับตัวแปรสุดท้ายเป็นเรื่อง “การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ” ที่จะเกิดขึ้นในเดือน พ.ย.นี้ โดยการตั้งภาษีล่าสุดของทรัมป์มีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อเอาใจภาคอุตสาหกรรมเหล็กและอะลูมิเนียมโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งฐานเสียงหลัก เห็นได้จากโรงงานเหล็กที่ตั้งอยู่ตั้งแต่ในรัฐนิวยอร์ก ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ไปจนถึงรัฐเทกซัส ทางตะวันออกเฉียงใต้

อย่างไรก็ดี นอกจากอุตสาหกรรมเหล็กและอะลูมิเนียมแล้ว ภาคอุตสาหกรรมอื่นได้รับผลกระทบเชิงลบทั้งสิ้น โดยเฉพาะ “อุตสาหกรรมยานยนต์” ที่เสี่ยงทำให้แรงงานในภาคส่วนดังกล่าวตกงานถึง 4.5 หมื่นอัตรา กระทบต่อผลประกอบการบริษัท 1,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.1 หมื่นล้านบาท) และยังขยายไปยังธุรกิจอาหารกระป๋อง โบอิ้ง ผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ของสหรัฐ และธุรกิจพลังงาน 

ขณะเดียวกัน ยังไม่แน่ชัดว่าผู้ผลิตในประเทศจะสามารถผลิตสินค้าดังกล่าวได้เพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ หรือไม่ โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า เหล็กนำเข้าคิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 3 ของปริมาณเหล็ก 100 ล้านตัน ที่ภาคธุรกิจอเมริกันต้องใช้สำหรับการผลิตต่อปี ขณะที่สมาคมอะลูมิเนียมระบุว่า อะลูมิเนียมนำเข้าคิดเป็นสัดส่วน 60% ของปริมาณอะลูมิเนียมทั้งหมดในประเทศ

การขึ้นภาษีโลกครั้งนี้จึงแทบไม่ต่างอะไรกับการขึ้นภาษีในบ้านตัวเองในสงครามที่ปวดหัวกันทุกฝ่ายอย่างแท้จริง

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล