
วิญญูชนควรคิดและทำ
ประเทศไทยอยู่ในแผนที่โลกมาถึง ณ เวลานี้ก็ปาเข้าไปศตวรรษที่ 21 แล้ว ผมเป็นคนหนึ่งที่เกิดและเติบโตมาบนแผ่นดินนี้ท่ามกลางคำว่า “อู่ข้าว อู่น้ำ”
โดย ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ประเทศไทยอยู่ในแผนที่โลกมาถึง ณ เวลานี้ก็ปาเข้าไปศตวรรษที่ 21 แล้ว ผมเป็นคนหนึ่งที่เกิดและเติบโตมาบนแผ่นดินนี้ท่ามกลางคำว่า “อู่ข้าว อู่น้ำ”
ภาพของแบบเรียนที่เคยเปิดจะเต็มไปด้วยทุ่งนา ทุ่งข้าวสีเหลืองทอง ชาวนาที่เป็นตัวการ์ตูนที่มีใบหน้าเปื้อนยิ้ม รวมถึงภาพของเด็กตัวเล็กๆ กำลังกระโดดลงน้ำและจับปลากันอย่างสนุกสนาน
โครงสร้างของสังคมไทยก็เป็นไปตามแบบเรียนที่ผมเห็นเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ประเทศไทยอยู่บนพื้นฐานของเกษตรกรรม เกษตรกรเป็นกระดูกสันหลังของชาติอย่างแท้จริง ระบบเศรษฐกิจเป็นแบบพอเพียง เก็บกินในครอบครัวก่อนเป็นสำคัญ มีเหลือแล้วค่อยขายหรือแจกจ่าย
แต่เมื่อประเทศไทยเริ่มรู้จักคำว่า “เศรษฐกิจแบบเสรีนิยม” ซึ่งเป็นกระแสคลื่นทุนนิยม อะไรต่อมิอะไรก็เปลี่ยนไปหมด
ดินแดนทางเศรษฐกิจและสังคมที่เคยผูกอยู่กับความเป็นชนบท ปรากฏว่าถูกรุกคืบและถูกกลืนด้วยทุนนิยม ส่วนดินแดนอย่างเมืองหลวงหรือเมืองรอบๆ ที่เป็นทุนนิยมอยู่แล้วก็ยิ่งยกระดับความเป็นทุนนิยมมากขึ้นไปอีก
ทุนนิยมที่บุกเข้ามานั้นไม่ได้แค่เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น แต่ได้เปลี่ยนนิสัยของคนไทยไปในทางลบอย่างนัยสำคัญด้วย
ถ้าจะให้คำจำกัดความของคำว่า “ทุนนิยม” คืออะไร คิดว่าหลายคนที่มีประสบการณ์และความรู้แตกต่างกันไป น่าจะให้ความหมายได้หลากหลายไปตามประสบการณ์ของแต่ละคน
แต่ส่วนตัวแล้วขอให้คำจำกัดความว่า “ทุนนิยม” คือ ความรวดเร็ว
ทุนนิยม เกิดขึ้นมาด้วยความคิดของมนุษย์ที่ว่าจะทำอย่างไรที่จะได้ประโยชน์สูงสุดภายใต้ต้นทุนที่น้อยที่สุดภายในเวลารวดเร็วที่สุด
เพียงแค่หลักคิดแบบนี้ก็นำมาซึ่งการสร้างเครื่องจักรไอน้ำของคนยุโรปเมื่อหลายร้อยปีก่อน เครื่องจักรไอน้ำนั้นเป็นเหมือนจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้มนุษย์ในเวลานั้นสามารถทำอะไรได้อย่างที่ใจคิดได้ง่ายขึ้น เช่น ก่อนหน้านั้นจะเดินทางข้ามมหาสมุทรต้องดูทิศทางลมและกระแสน้ำเป็นสำคัญ แต่พอมีเครื่องจักรไอน้ำ การเดินทางก็ไม่จำเป็นต้องสนใจธรรมชาติเท่าใดนัก เป็นต้น
การผลิตด้วยระบบเครื่องจักรไอน้ำทำให้เกิดการผลิตสินค้าและสร้างลัทธิบริโภคนิยมให้เติบโตมากขึ้น
ประเทศไทยก็เป็นชาติหนึ่งของโลกที่รับเอาลัทธิทุนนิยมและบริโภคนิยมเข้ามาอย่างเต็มๆ และนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นและเลวลงผสมกันไป
ในที่นี้ขอกล่าวเฉพาะเรื่องเลวลงเป็นหลัก
ทุกวันนี้ในประเทศไทยได้เกิดมนุษย์พันธุ์ประหลาดๆ มากขึ้น แม้แต่ละพันธุ์จะมีรายละเอียดแตกต่างกันไป ทว่าพวกเขามีแก่นแท้เหมือนกัน คือ “ไม่เคารพความเป็นมนุษย์ในตัวเองและของผู้อี่น”
เรามาถึงจุดที่คนสามารถยืนสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะ โดยไม่สนใจว่าใครจะรู้สึก เพียงแค่ให้ตัวเองได้หายอยากบุหรี่เป็นพอ
เรามาถึงจุดที่คนสามารถขับรถฝ่าไฟแดงจนเป็นนิสัย โดยไม่แยแสว่าจะเกิดอุบัติเหตุหรือไม่ เพียงแค่ให้ตัวเองได้ไปให้พ้นจากสี่แยกนี้เป็นพอ
เรามาถึงจุดที่คนสามารถฆ่ากันได้ด้วยสาเหตุการขับรถปาดหน้ากัน เพียงแค่คิดเรื่องศักดิ์ศรี โดยลืมไปว่าชีวิตมีค่ามากกว่านั้น
เรามาถึงจุดที่คนสามารถจอดรถขวางหน้าบ้านคนอื่น โดยไม่แคร์ว่าจะมีใครเข้าออกบ้านหรือไม่ เพียงแค่ขอให้ตัวเองได้ซื้อของเป็นพอ
เรามาถึงจุดที่คนถือปืนเข้าป่าไปทำลายธรรมชาติ โดยไม่คิดว่าธรรมชาติมีความสำคัญอย่างไร เพียงแค่ขอให้ได้ตามที่ตัวเองต้องการเป็นพอ
เรามาถึงจุดที่นโยบายประชานิยมมีความสำคัญมากกว่าการพัฒนาการศึกษา โดยคิดแค่ว่าจะสร้างประโยชน์ในทางการเมือง เพียงเพื่อให้ตัวเองได้มีอำนาจเป็นพอ
ฯลฯ
พวกเราได้ทำในสิ่งที่ไม่ถูกเล็กๆ น้อยๆ จนรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ถูก เหมือนกับที่เราเคยได้ยินนักการเมืองด่ากันในสภาว่า “คุณ...โกหกจนเชื่อคำโกหกของตัวเอง”
ทั้งหมดเกิดมาจากการที่เราคิดเร็วทำเร็วแบบทุนนิยม “คิดและลงมือทำทันที” โดยลืมคิดไปอีกมิติว่าสิ่งที่เราคิดและลงมือไปทำนั้นจะสร้างความเดือดร้อนและภาระให้กับส่วนรวมอย่างไรหรือไม่
จากหนึ่งคนคิดและทำ กลายเป็นร้อย จากร้อยกลายเป็นพัน และจากพันกลายเป็นหมื่นและแสนมากๆ ขึ้นไป
ทางออกของเรื่องนี้ ผมเองคงไม่เสนอให้ทุกคนใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์โลกสวยอะไรหรอกครับ เพราะผมเองเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าเราคงหนีทุนนิยมไม่พ้น แต่เราต้องอยู่กับมันอย่างมีสติและรู้เท่าทัน
ทุกคนที่เป็นวิญญูชนต่างรู้ดีว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ ไม่ต้องหวังพึ่งพาให้ภาครัฐเข้ามาจัดการ แต่ต้องเริ่มจากตัวเราเองเป็นสำคัญ







