
สังคมไร้เงินสด กระแสที่ต้องไป
ไทยกำลังผลักดันประเทศให้เข้าสู่สังคมไร้เงินสด (แคชเลส โซไซตี้) แม้วิถีนี้ไม่อาจเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้รวดเร็ว แต่ความร่วมมือของทุกภาคส่วนคือชนวนสำคัญจุดกระแสนี้ให้เป็นจริงได้
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
ไทยกำลังผลักดันประเทศให้เข้าสู่สังคมไร้เงินสด (แคชเลส โซไซตี้) แม้วิถีนี้ไม่อาจเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้รวดเร็ว แต่ความร่วมมือของทุกภาคส่วนคือชนวนสำคัญจุดกระแสนี้ให้เป็นจริงได้
ชีพ สิงห์ รองประธานอาวุโส ด้านนวัตกรรมและพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ วีซ่า ผู้ให้บริการด้านการชำระเงิน เปิดเผยว่า โลกกำลังมุ่งหน้าไปสู่แคชเลส ซึ่งวีซ่าพบแนวโน้มที่น่าสนใจว่า ประเทศหนึ่งสามารถเรียนรู้นวัตกรรมที่เกิดขึ้นจากประเทศอื่นเพื่อนำพาประเทศตัวเองไปสู่แคชเลสได้ เช่น ไทยที่แม้ปัจจุบันใช้การชำระเงินแบบไร้สัมผัส (คอนแท็กเลส) ไม่สูงเท่ากับสิงคโปร์หรือออสเตรเลีย แต่ไทยก็สามารถเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ประเทศเหล่านี้เพื่อไปสู่คอนแท็กเลสมากขึ้นได้
ทั้งนี้ แนวโน้มสำคัญด้านการชำระเงินสินค้าและบริการที่จะได้เห็นในโลกต่อไปจากนี้ มี 5 ข้อ คือ 1.การเปลี่ยนจากใช้บัตรพลาสติกไปสู่คลาวด์ สอดคล้องกับพฤติกรรมคนรุ่นปัจจุบันที่ไม่ได้คิดว่าจำเป็นต้องมีบัตรเครดิตในกระเป๋า แต่ต้องการเพียงตัวเลขรหัสเพื่อไว้ใช้จ่ายเท่านั้น เพื่อซื้อสินค้าผ่านสังคมออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง 2.ทุกที่จะเป็นจุดขาย (พอยต์ ออฟ เซล) จากเดิมที่คนต้องเดินไปชั้นวางของซื้อสินค้า แต่ปัจจุบันทุกที่บนโลกเป็นจุดขายได้หมด ผ่าน ร้านค้าออนไลน์ ทำให้จ่ายเมื่อไหร่ ที่ไหนก็ได้ โดยมีแรงขับเคลื่อนจากความจงรักภักดีในแบรนด์และการให้ข้อเสนอที่จูงใจ
3.การชำระเงินผ่านระบบส่งข้อความหรือเพย์อิ้ง อิน เมสเซจจิ้ง ถือเป็นรูปแบบชำระเงินระหว่างบุคคลกับบุคคลที่เติบโตเร็วมากในทุกประเทศหลักๆ ที่มีการช็อปปิ้งผ่านสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะจีนที่ก้าวนำประเทศอื่นด้านนี้ จากการที่คนจีนใช้โปรแกรมข้อความกันมาก เช่น วีแชท ขณะที่สหรัฐอเมริกาหรือยุโรปตะวันตกที่ยอดจ่ายผ่านระบบส่งข้อความยังต่ำแต่ก็เริ่มเห็นแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งวีซ่าก็เข้าไปตอบโจทย์แนวโน้มนี้ด้วยการนำเสนอ วีซ่า ไดเรกต์ เอพีไอ ให้บริการชำระเงินแบบเรียลไทม์ ทำให้เกิดการโอนคะแนนสะสมหรือเงินให้ผู้ใช้บัตรได้โดยตรง
4.การทำธุรกรรมแบบไร้พรมแดนผ่านบล็อกเชน คาดว่า 2 ปีต่อจากนี้จะเป็นกระแสที่ยิ่งมาแรงมากขึ้น ทั้งนี้ วีซ่าไม่ได้หมายถึงบิตคอยน์ แต่พูดถึงตัวบล็อกเชน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลแบบไร้ตัวกลาง ซึ่งวีซ่าเชื่อว่าจะได้เห็นการใช้เทคโนโลยีนี้มากขึ้นกับการค้าทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ภาคค้าปลีก ผู้ประกอบการในห่วงโซ่ธุรกิจ รวมถึงธนาคาร ในส่วนของวีซ่าก็พัฒนานวัตกรรมที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเช่นกันรองรับการเชื่อมต่อระหว่างภาคธุรกิจกับภาคธุรกิจ เช่น รองรับการเคลื่อนย้ายเงินระหว่างธนาคารประเทศหนึ่งไปยังธนาคารอีกประเทศด้วยบล็อกเชน
"เราไม่รู้ว่าอนาคตอะไรจะเกิดขึ้นกับเงินสกุลท้องถิ่นที่ใช้ในปัจจุบันและเงินสกุลดิจิทัล (คริปโตเคอเรนซี) แต่บล็อกเชนเป็นกระแสที่มาแน่นอน ดังนั้นต้องมองบล็อกเชนแยกจากคริปโตเคอเรนซี" สิงห์ กล่าว
5.เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนผ่านผู้ให้บริการโปรแกรม (ดิ เอพีไอ อีโคโนมี) โดยเอพีไอ เป็นการเชื่อมต่อโปรแกรมประยุกต์หนึ่งกับโปรแกรมประยุกต์อื่น วีซ่าก็ใช้วิธีเชื่อมต่อเครือข่ายทั้งธนาคาร ร้านค้า และผู้บริโภคด้วยเอพีไอเช่นกัน ข้อดีคือทำให้เกิดผู้ให้บริการมากมายโดยที่ผู้ให้บริการเหล่านี้ไม่ต้องมีทีมงานหนุนหลังขนาดใหญ่ก็พัฒนาโปรแกรมขึ้นมาให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้
จากแนวโน้มเหล่านี้จะนำโลกไปสู่แคชเลส ซึ่งวีซ่าก็ต้องทำให้แน่ใจว่าจะอยู่ในทุกพื้นที่ที่มีโอกาสใช้งาน เช่น ได้เข้าไปร่วมมือกับผู้ผลิตรถยนต์ในการพัฒนาคอนแท็กเลสในรถยนต์เพื่อรองรับอนาคต เช่น สามารถชำระเงินค่าที่จอดรถได้เลยด้วยคอนแท็กเลสที่ติดตั้งในรถ ทำให้ไม่ต้องลงจากรถ หรือการทำงานร่วมกับธนาคารในจีน 1 แห่ง และสหรัฐอเมริกาอีก 2 แห่งทดสอบใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน เป็นต้น
สิงห์ กล่าวว่า ปัจจุบันมองเห็นไทยกำลังก้าวสู่แคชเลสเหมือนประเทศอื่นในโลก โดยแรงผลักดันที่ทำให้ไปสู่แคชเลสเร็วแค่ไหน มาจากภาครัฐ ธนาคารกลาง ธนาคาร ร้านค้า ร่วมสนับสนุนเน้นทำให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจใช้แคชเลส แม้ไทยกำลังก้าวสู่สังคม ผู้สูงอายุ แต่ประเด็นนี้ไม่ใช่อุปสรรคในการมุ่งสู่แคชเลส เพราะแคชเลส เกิดได้จากการที่คนรู้สึกว่าใช้งานง่าย และคนเปิดรับเทคโนโลยี โดยไทยมี ยอดใช้สมาร์ทโฟนสูงมาก ก็เป็นเรื่องง่ายที่จะไปสู่แคชเลส อย่างไรก็ดี หากพัฒนาให้เกิดการชำระเงินแบบคอนแท็กเลสกับระบบขนส่งสาธารณะ (พับบลิค ทรานสิท) ได้ด้วย จะเป็นอีกปัจจัยสำคัญเร่งให้ประเทศไปสู่ แคชเลสได้เร็วขึ้น
เหล่านี้คือกระแสที่วีซ่า ชี้ชัดว่า โลกจะต้องเดินไปในทิศทางนี้แน่นอน และไทยต้องไหลตามกระแสนี้เช่นกัน







