posttoday
หรือว่า Cryptocurrency จะยั่งยืนจริงๆ

หรือว่า Cryptocurrency จะยั่งยืนจริงๆ

07 มีนาคม 2561

ปิยะณัฐเมื่อครั้งก่อนๆ ผู้เขียนเคยกล่าวถึง Cryptocurrency เช่น พวก Bitcoin หรือ Ethereum ว่าไม่มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมาหนุนหลังเฉกเช่นเงินกระดาษปกติ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการผันผวนของค่าเงินอย่างรุนแรง เช่น ราคาของ Bitcoin ที่เคยขึ้นไปอยู่จุดสูงที่สุดประมาณ 1.9 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 1 Bitcoin เมื่อประมาณสิ้นปี 2560 และตกลงมาที่ประมาณ 7,000 ดอลลาร์ ต่อ 1 Bitcoin เมื่อ ต้นเดือน ก.พ. 2561

ปิยะณัฐ

เมื่อครั้งก่อนๆ ผู้เขียนเคยกล่าวถึง Cryptocurrency เช่น พวก Bitcoin หรือ Ethereum ว่าไม่มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมาหนุนหลังเฉกเช่นเงินกระดาษปกติ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการผันผวนของค่าเงินอย่างรุนแรง เช่น ราคาของ Bitcoin ที่เคยขึ้นไปอยู่จุดสูงที่สุดประมาณ 1.9 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 1 Bitcoin เมื่อประมาณสิ้นปี 2560 และตกลงมาที่ประมาณ 7,000 ดอลลาร์ ต่อ 1 Bitcoin เมื่อ ต้นเดือน ก.พ. 2561

นอกจากนี้ สำหรับประเทศไทย Cryptocurrency ยังไม่มีกฎหมายที่ชัดเจนมารองรับธุรกรรมต่างๆ ซึ่งยังค่อนข้างลำบากสำหรับนักลงทุนหากต้องการใช้ Cryptocurrency ในการซื้อสินค้าหรือบริการโดยตรง

แต่ตอนนี้สิ่งที่ค่อนข้างชัดเจนคือ การเปิดรับ Cryptocurrency และการ "แบน" Cryptocurrency ในบางประเทศ ทำให้นักลงทุนในแต่ละประเทศตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าควรลงทุนใน Cryptocurrency หรือไม่ เช่น ในประเทศญี่ปุ่นที่ค่อนข้างยอมรับ Cryptocurrency และมีการเปิดให้ใช้ Cryptocurrency ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนในหลายๆ ร้านค้า ส่วนประเทศจีนกลับมองว่า Cryptocurrency จะเป็นภัยต่อประชาชนและมีการสั่งแบน Cryptocurrency ในหลายๆ รูปแบบ

ผู้เขียนเข้าใจว่าแต่ละประเทศคงตัดสินใจจากมุมมองและผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน เช่น จีนที่กำลังผลักดันให้ค่าเงินหยวนของตนเป็นหนึ่งในเงินสกุลหลักของโลกที่ใช้แลกเปลี่ยนและ Cryptocurrency จะเปรียบเสมือนคู่แข่งที่ทำให้ความฝันของจีนเป็นจริงยากกว่าเดิม

ถ้าผู้เขียนนั่งดูแต่ราคาที่ผันผวนของ Cryptocurrency คงไม่อยากสนับสนุนให้ท่านลงทุนในค่าเงินประเภทนี้เป็นแน่ แต่ที่ผ่านมามักมีนักลงทุนรายใหญ่กว้านซื้อเงิน Cryptocurrency กันแบบไม้ใหญ่ๆ เป้งๆ กันหลายไม้ ซึ่งทำให้ผู้เขียนสงสัยยิ่งนักว่านักลงทุนพวกนี้จะพยายามตั้งตัวเป็น "เจ้า" กันหรือเปล่า หรือ Cryptocurrency คงจะมีอะไรดีจริงๆ ที่หลายๆ คนยังไม่ทราบ

ถ้าเราตามเรื่อง Cryptocurrency มาตลอดจะพบว่ามีอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์จาก Cryptocurrency เรียกว่า "Initial Coin Offering" หรือ "ICO" ซึ่งเป็นการระดมทุนรูปแบบหนึ่งผ่าน Cryptocurrency โดยผู้ระดมทุนต้องออกเหรียญดิจิทัลของบริษัทตนออกมาใหม่คล้ายๆ การ IPO หรือ "Initial Public Offering" แบบปกติแต่ต่างกันตรงที่ผู้ลงทุนต้องหาและซื้อ Cryptocurrency มาเพื่อนำมาแลกเหรียญ ดิจิทัลดังกล่าว และผู้ระดมทุนจะได้รับ Cryptocurrency แทนเงินกระดาษแบบปกติ อีกสิ่งหนึ่งที่แตกต่างกันคือ ผู้ลงทุนใน ICO ไม่ได้มีสิทธิในความเป็นเจ้าของเหมือนหุ้นจาก IPO ที่ถูกรองรับโดยกฎหมายในแต่ละประเทศ ซึ่ง ICO จะคล้ายๆ การระดมทุนจากสาธารณะที่นิยมเรียกกันติดปากว่า "Crowdfunding"

ถ้าเราผูกเรื่องทั้งหมดดีๆ จะพบว่าจริงๆ แล้ว ICO นี่แหละคือความยั่งยืนของ Cryptocurrency เพราะยิ่งมีผู้ลงทุนใน ICO มากขึ้นเท่าไร Cryptocurrency จะยิ่งมีค่ามากขึ้นเท่านั้น เพราะต้องหาและแลก Cryptocurrency มาเพื่อซื้อเหรียญดิจิทัลที่ออกโดยบริษัทต่างๆ และยิ่งมีบริษัทระดมทุนผ่าน ICO มากขึ้นเท่าใด ความผันผวนของค่าเงิน Cryptocurrency จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น เพราะฐานของผู้ถือครอง Cryptocurrency จะมีจำนวนมากขึ้น

ที่ผ่านมาการระดมทุนออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ต่างๆ เช่น Kickstarter ที่ระดมทุนผ่านเงินสกุลปกติได้แสดงให้เห็นแล้วว่า Crowdfunding เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากและได้ผลอย่างดีเยี่ยม ซึ่งหลายๆ บริษัทโดยเฉพาะพวกสตาร์ทอัพประสบความสำเร็จจากการระดมทุนประเภทนี้มานักต่อนักแล้ว การ ICO จึงเป็นเสมือน Crowdfunding อีกระดับที่ผูกเข้ากับ Cryptocurrency และกลายเป็นพื้นฐาน หรือที่นักลงทุนมักเรียกกันว่า "Fundamental" ของ Cryptocurrency ไปโดยปริยาย

ฝั่งภาครัฐของไทยควรเริ่มหาวิธีที่จะมาควบคุม (Regulate) เรื่องนี้ได้แล้ว คงต้องชั่งน้ำหนักกันดูว่าข้อดีหรือข้อเสียมีมากกว่ากัน ซึ่งข้อเสียต่างๆ นั้นควรมีกฎเข้ามาควบคุมเพื่อลดจำนวนข้อเสียดังกล่าว แต่ถ้าจะออกกฎเยอะแยะมากมายจนเหมือน IPO แบบปกติ ต้องขอบอกก่อนว่าโครงการนี้คงไม่เกิดเพราะจุดเด่นของ ICO คือ สามารถทำได้รวดเร็วไม่ต้องรอผลประกอบการให้พร้อมก่อนเหมือน IPO และ ICO เป็นการขายแผนธุรกิจ (Business Plan) ที่ทำแล้วและกำลังจะทำต่อในอนาคตให้แก่นักลงทุนที่สนใจระดมทุนเพื่อสนับสนุนแผน ธุรกิจนั้นๆ

อีกเรื่องที่น่าหนักใจคือเรื่องกฎหมายฟอกเงิน เพราะการโอนเงิน Cryptocurrency ไม่สามารถสืบทราบถึงที่มาที่ไปของเงินนั้นได้ทำให้ขบวนการตรวจตามมาตรฐานของการฟอกเงิน เช่น KYC หรือ CDD ทำได้อย่างยากลำบาก ซึ่งภาครัฐเองคงต้องหาวิธีรับมือกับเรื่องนี้แบบทางอ้อม เช่น การให้บริษัทที่ทำธุรกรรมต้องบันทึกที่มาที่ไปของเงิน Cryptocurrency โดยใช้แบบฟอร์มแยกต่างหาก เพื่อให้ภาครัฐสร้างฐานข้อมูลของเงิน Cryptocurrency ที่ใช้กันอยู่ภายในประเทศขึ้นมา

ถึงจุดนี้คงต้องรอให้ทุกอย่างชัดเจนกว่านี้ทั้งฝั่ง Cryptocurrency เองและฝั่งภาครัฐไทย แต่ถ้าใครจะเข้าไปลงทุนก่อนเพื่อหวังชิงความได้เปรียบในแง่ "First Mover Advantage" ก็ถือว่ายังไม่ผิดกติกาแต่อย่างใดเพียงแต่มันคือเงินของท่านความเสี่ยงของท่านเท่านั้นเอง n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท