posttoday
ถึงเวลาล้อม กั้นคอกเงินคริปโต

ถึงเวลาล้อม กั้นคอกเงินคริปโต

07 มีนาคม 2561

นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์ ถึงคราวตลาดเงินคริปโตเกิดการสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อสหรัฐและญี่ปุ่น สองตลาดใหญ่ที่มีการซื้อขายเงินดิจิทัลมากที่สุดของโลก เริ่มออกตัวเดินหน้าคุมเข้มเงินดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรมจริงจังเป็นครั้งแรก ท่ามกลางเสียงเตือนความเสี่ยงที่มากขึ้นเรื่อยๆ จากหลายฝ่าย

นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

ถึงคราวตลาดเงินคริปโตเกิดการสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อสหรัฐและญี่ปุ่น สองตลาดใหญ่ที่มีการซื้อขายเงินดิจิทัลมากที่สุดของโลก เริ่มออกตัวเดินหน้าคุมเข้มเงินดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรมจริงจังเป็นครั้งแรก ท่ามกลางเสียงเตือนความเสี่ยงที่มากขึ้นเรื่อยๆ จากหลายฝ่าย

ในฝั่ง "สหรัฐ" นั้น คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ (เอสอีซี) กำลังหาทางใช้กฎหมายกำกับดูแลหลักทรัพย์กับตลาดแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัล บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการเสนอขายเหรียญครั้งแรก (ไอซีโอ) และอาจรวมถึงผู้ให้บริการกระเป๋าเก็บเงินดิจิทัล

"หากแพลตฟอร์มใดให้บริการการซื้อขายสินทรัพย์รูปแบบดิจิทัลที่เป็นหลักทรัพย์ และดำเนินการในฐานะ 'ตลาดแลกเปลี่ยน' ตามที่นิยามโดยกฎหมายกำกับหลักทรัพย์ของรัฐบาลกลาง แพลตฟอร์มดังกล่าวต้องจดทะเบียนกับเอสอีซีในฐานะตลาดแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์แห่งชาติ หรือได้รับการยกเว้นจากการขึ้นทะเบียน" เอสอีซี ระบุ โดยการยกเว้นไม่ต้องขึ้นทะเบียนในฐานะตลาดแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ หมายความว่าตลาดที่ให้บริการดังกล่าว ต้องไปจดทะเบียนเป็นตลาดหลักทรัพย์ทางเลือก (เอทีเอส) หรือบริษัทโบรกเกอร์แทน

แต่การไปจดทะเบียนเป็นเอทีเอสก็ต้องปฏิบัติตามกฎมากมายไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นการต้องมีนโยบายที่เหมาะสม และกระบวนการป้องกันการนำข้อมูลที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะไปใช้ในทาง มิชอบ รวมถึงต้องมีมาตรการคุ้มครองทางการเงินต่างๆ ด้วยเช่นกัน เช่น แนวทางการดูแลหลักทรัพย์และเงินทุนของลูกค้า

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของเอสอีซีจึงเป็นสัญญาณการเปิดฉากคุมเข้ม โดยพุ่งเป้าไปที่ระบบการซื้อขายแทน เพราะแม้แถลงการณ์ล่าสุดจะบ่ง บอกกลายๆ ว่า รัฐบาลสหรัฐมองว่า ทั้งเงินดิจิทัลและเหรียญโทเคนจากการออกไอซีโอ ถือเป็น "หลักทรัพย์" แต่หลายฝ่ายยังคงถกเถียงกันไม่จบสิ้นว่า เงินดิจิทัลควรเป็นหลักทรัพย์หรือสกุลเงินกันแน่ ประเด็นที่ยังไม่ลงตัวดังกล่าว จึงอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไม่สามารถออกกฎมาใช้ควบคุมเงินดิจิทัล "ตรงๆ" ได้

การดำเนินการขั้นแรกจึงเป็นการเพิ่มแรงกดดันให้แพลตฟอร์มเทรดดังกล่าวไปขึ้นทะเบียนกับเอสอีซีมากยิ่งขึ้น ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนจากที่เอสอีซีระบุว่า การที่แพลตฟอร์มเทรดระบุว่าระบบของตนเป็น "ตลาดแลกเปลี่ยน" ทำให้นักลงทุนเข้าใจผิดว่า แพลตฟอร์มดังกล่าวอยู่ภายใต้การกำกับดูแล หรือปฏิบัติตามมาตรการกำกับดูแลของตลาดแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ส่วนกลางอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ เอสอีซียังระบุว่า แม้แพลตฟอร์มซื้อขายบางแห่งอ้างว่าเลือกเทรดเฉพาะสินทรัพย์ดิจิทัลคุณภาพสูง แต่ทางเอสอีซีไม่ได้เข้าไปตรวจสอบกระบวนการซื้อขาย นักลงทุนจึงไม่สามารถสรุปได้ว่า แนวทางการเทรดของแพลตฟอร์มซื้อขายดังกล่าวตรงตามมาตรฐานของเอสอีซี

การประกาศคุมเข้มเว็บเทรดล่าสุดถือเป็นความพยายามเข้าไปกำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง เพื่อหวังบรรเทาความเสี่ยงจากเงินดิจิทัล โดยก่อนหน้านี้ เมื่อปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า เอสอีซีออกหมายเรียกไปยังบริษัทที่ระดมทุนผ่านไอซีโอเพื่อขอข้อมูลต่างๆ โดยเฉพาะการตรวจสอบสัญญาการลงทุนที่เรียกว่า Simple Agreement for Future Tokens (SAFT) ซึ่งให้สิทธิการถือครองเหรียญโทเคนจากการทำไอซีโอกับนักลงทุนก่อนที่จะมีการเปิดขายจริง โดยหลังจากรายงานข่าว ดังกล่าวของวอลสตรีท เจอร์นัล ก็เริ่มปรากฏข่าวเอสอีซีตรวจสอบ ทีซีโร่ ที่ให้บริการด้านบล็อกเชน และเป็นบริษัทในเครือเว็บค้าปลีกออนไลน์โอเวอร์สต๊อกกรณีเปิดขายเหรียญโทเคนล่วงหน้า รวมถึงส่งหมายเรียกให้กองทุนไอซีโอของผู้ก่อตั้งเว็บไซต์เทคโนโลยีเทคครันช์

ทั้งนี้ เอสอีซีประเดิมจัดการกับไอซีโอก่อน เพราะการทำไอซีโอส่วนใหญ่แทบไม่มีกฎเกณฑ์กำกับดูแล เห็นได้จากตัวเลขการทำไอซีโอปี 2017 ที่ล้มเหลวถึง 46% จากการทำไอซีโอ 902 โทเคน ตามข้อมูลของบิตคอยน์ดอทคอม เว็บข่าวสารด้านเงินดิจิทัล โดยการทำไอซีโอ 142 ครั้งล้มเหลวก่อนระดมทุน และอีก 276 ครั้งล่มหลังระดมทุน ซึ่งความสูญเสียดังกล่าวคิดเป็นมูลค่ารวมถึง 233 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7,223 ล้านบาท)

ด้วยเหตุนี้ หากสามารถขจัดไอซีโอที่เสี่ยงล้มเหลวออกไปได้ เหรียญโทเคนจากไอซีโอ ซึ่งมีการซื้อขายกันในตลาดรองก็จะลดจำนวนลง หมายความว่า ปริมาณหลักทรัพย์เสี่ยงที่สร้างความวิตกกังวลให้หลายฝ่ายก็จะน้อยลงตามไปด้วย

การเร่งสอบไอซีโอและกดดันให้แพลตฟอร์มเทรดไปขึ้นทะเบียน จึงเป็นการประเดิมเบื้องต้นในการเจาะเข้าควบคุมเงินดิจิทัล โดยหลายฝ่ายคาดกันว่า เอสอีซีเตรียมออกมาตรการคุมเข้มอื่นๆ ออกมาอีกในอนาคต

ขณะที่ใน "ญี่ปุ่น" ตลาดใหญ่อีกแห่ง กำลังเร่งหาทางล้อมคอกความเสี่ยงจากเงินดิจิทัล หลังเกิดกรณีแฮ็ก คอยน์เช็ก แพลตฟอร์มเทรดเงินดิจิทัลของญี่ปุ่น ซึ่งแฮ็กเกอร์ขโมยเงินไปเป็นมูลค่าถึง 5.8 หมื่นล้านเยน (ราว 1.6 หมื่นล้านบาท) เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเจาะระบบขโมยเงินดิจิทัลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติการณ์ นอกจากกรณีแฮ็กดังกล่าว ตำรวจญี่ปุ่นยังได้รับรายงานกรณีต้องสงสัยฟอกเงินที่พัวพันกับเงินดิจิทัลถึง 669 เคส ระหว่างเดือน เม.ย.-ธ.ค. 2017

ปัญหาดังกล่าวส่งผลให้ญี่ปุ่นเร่งตรวจสอบแพลตฟอร์มเทรดเงินดิจิทัลมากยิ่งขึ้น และนำไปสู่การสั่งลงโทษ 7 แพลตฟอร์มเทรด โดยสั่งให้แพลตฟอร์ม 2 แห่งระงับบริการชั่วคราว 1 เดือน และให้อีก 5 แห่งต้องยกระดับการดำเนินงานให้มีความปลอดภัยยิ่งขึ้น

แนวทางการล้อมคอกคุมเข้มเงินดิจิทัลของญี่ปุ่นเป็นไปในเชิง "อุดช่องโหว่" มากกว่า เนื่องจากญี่ปุ่นเองมีกฎกำกับดูแลอยู่แล้วบางส่วน ด้วยการกำหนดให้แพลตฟอร์มซื้อขายต้องจดทะเบียนกับทางการ แต่ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจากการกำกับดูแลที่หย่อนยานเกินไป ด้วยการปล่อยให้แพลตฟอร์มซื้อขายที่ยังรอการอนุมัติใบอนุญาตสามารถดำเนินการได้ก่อน ซึ่งหนึ่งในแพลตฟอร์มดังกล่าว ก็คือคอยน์เช็ก

นอกจากการตรวจสอบของภาครัฐ ก่อนหน้านี้ หน่วยงานกำกับดูแลภาคเอกชน คือสมาคมธุรกิจเงินคริปโตญี่ปุ่น (เจซีบีเอ) และสมาคมบล็อกเชนญี่ปุ่น (เจบีเอ) ประกาศตั้งหน่วยกำกับดูแลใหม่และกำลังจะยื่นเรื่องจัดตั้งอย่างเป็นทางการในเดือน เม.ย.ต่อหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินของญี่ปุ่น เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการซื้อขายและคุ้มครองผู้บริโภค รวมถึงยกระดับมาตรฐานในการออกไอซีโอด้วยเช่นกัน

การตั้งหน่วยงานกำกับดูแลใหม่ของญี่ปุ่น คล้ายคลึงกับแนวทาง ผลักดันให้แพลตฟอร์มเทรดไปขึ้นทะเบียน แต่มีความละมุนละม่อมมากกว่า เนื่องจากเป็นการกำกับดูแลจากภาคเอกชน ซึ่งก็คือกลุ่มบริษัทที่ทำธุรกิจและให้บริการด้านเงินดิจิทัล แรงต่อต้านเรื่องการออกระเบียบคุมเข้มจึงมีแนวโน้มน้อยกว่า แต่ก็สามารถเข้าไปช่วยรัฐกำกับดูแลลดความเสี่ยงได้เช่นกัน

การประเดิมเร่งล้อมคอกเงินดิจิทัลของสหรัฐและญี่ปุ่น ถือเป็นเพียงมาตรการเริ่มต้นเท่านั้น เพื่อเปิดทางให้รัฐเข้าไปสอดส่องตลาดเงินดิจิทัลได้มากขึ้น คงต้องจับตาดูต่อไปว่านอกจากทั้งสองชาติใหญ่แล้ว ประเทศอื่นๆ จะออกแนวทางใดมาเพิ่มการป้องกันความเสี่ยงจากเงินดิจิทัลอย่างไรในอนาคต n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท