
กฎหมายลูกผ่านฉลุยเดินหน้าสู่เลือกตั้ง
สนช.โหวตเอกฉันท์เห็นชอบร่าง กม.เลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว.เมินเสียงท้วงขัดรัฐธรรมนูญ
สนช.โหวตเอกฉันท์เห็นชอบร่าง กม.เลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว.เมินเสียงท้วงขัดรัฐธรรมนูญ
ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์ 211 คะแนน เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และมีมติเสียงข้างมาก 202 ต่อ 1 คะแนน และเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.
ทั้งนี้ ตามขั้นตอนจะต้องมีการส่งให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป เว้นแต่จะมีสมาชิก สนช.เข้าชื่อเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างกฎหมายดังกล่าว จะมีผลให้นายกฯ จะต้องชะลอการนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายไว้ก่อนจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย
นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ร่วมกัน 3 ฝ่าย กล่าวว่า การเปลี่ยนจำนวนกลุ่มการสมัคร สว.จาก 20 กลุ่ม เหลือเพียง 10 และการกำหนดวิธีการสมัครออกเป็นสองแบบระหว่างการสมัครโดยอิสระ และการสมัครผ่านองค์กรนิติบุคคล จะไม่ทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
"รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 107 ไม่ได้กำหนดจำนวนกลุ่มการสมัครไว้แต่อย่างใด โดยเพียงแค่บัญญัติไว้กว้างๆ ว่าให้มีการแบ่งกลุ่มและให้มีสิทธิสมัครรับเลือกได้ อีกทั้งรัฐธรรมนูญยังเขียนไว้ชัดเจนว่าวิธีการเลือก สว.ในวาระเริ่มแรกให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ" นายสมคิด กล่าว
ด้าน พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร สมาชิก สนช. กล่าวว่า การจะชี้ขาดว่ากฎหมายขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่เป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ โดยผู้ที่จะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้ต้องเป็น สนช.ที่ไม่เห็นด้วย แต่เท่าที่ดูภาพรวมการลงมติที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าผ่านไปด้วยดี โดยมีผู้ไม่เห็นด้วยไม่ถึง 25 เสียง และที่ทาง สนช.ก็คุยกันแล้วว่าไม่น่าจะขัดรัฐธรรมนูญ
นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่ สนช.ผ่านกฎหมายลูกทั้งสองฉบับคือ กฎหมาย สส. และกฎหมาย สว.ก็จะทำให้สถานการณ์การเมืองเดินไปด้วยดี เดินไปสู่การเลือกตั้งได้
"ผมจึงมองว่าการเลือกตั้งสามารถทำให้เสร็จสิ้นภายในปีนี้ได้ เป็นเรื่องที่ดีที่ สนช.พิจารณา ข้อกังวลต่างๆ ที่จะคว่ำกฎหมายจะได้หมดลง แล้วการเมืองจะได้เดินตามปกติ" นายสามารถ กล่าว







