
การเมืองฉุดดัชนีเชื่อมั่นวูบ
โพสต์ทูเดย์ - ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.พ. อยู่ที่ 79.3 ลดลงรอบ 7 เดือน กังวลการเมืองเลื่อนเลือกตั้ง
โพสต์ทูเดย์ - ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.พ. อยู่ที่ 79.3 ลดลงรอบ 7 เดือน กังวลการเมืองเลื่อนเลือกตั้ง
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจความ เชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยเดือน ก.พ. 2561 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอยู่ที่ 79.3 ลดลงจากเดือนก่อนที่ 80 ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงครั้งแรกในรอบ 7 เดือน เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมืองและปัจจัยการเมืองที่เลื่อนเลือกตั้งออกไป ทำให้ค่าดัชนีความคิดเห็นสถานการณ์การเมืองลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 มีผลกระทบเชิงลบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน
นอกจากนี้ ในส่วนของราคาพืชผลทางการเกษตรบางรายการ เช่น ข้าว ยางพารา และปาล์มน้ำมัน แม้ว่าจะมีการปรับตัวดีขึ้นแต่ก็ยังอยู่ในระดับต่ำ จึงทำให้เกษตรกรรู้สึกว่ายังไม่มีรายได้ในกระเป๋าเพิ่มมากนัก ขณะที่ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นล้วนทำให้มีความกังวลต่อค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ดัชนีรายได้ในอนาคตลดลงมาอยู่ที่ 97.4 จาก 98 เช่นเดียวกับความกังวลในการปรับโครงสร้างธุรกิจเข้าสู่ยุคดิจิทัลที่ภาคธุรกิจไม่รับคนเพิ่ม หรือมีอาการลังเลในการจ้างงานทำให้ค่าดัชนีโอกาสในการหางานลดลงมาอยู่ที่ 74.2 จาก 74.9
"ค่าดัชนีที่ออกมารู้สึกแปลกใจอยู่เหมือนกันว่าทำไมถึงลดลง ทั้งๆ ที่ปัจจัยบวกมีเยอะและล้วนเป็นปัจจัยที่มีน้ำหนักทั้งภาพรวมเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง การท่องเที่ยวและการส่งออกที่ยังเติบโต จึงตั้งข้อสังเกตว่าภาพการฟื้นตัวยังกระจุกอยู่ที่บางธุรกิจและมีสัญญาณที่หนักขึ้น และยังไม่สามารถคลายสถานการณ์ลงได้ รวมทั้งเม็ดเงินลงทุนและรายได้ยังไม่ได้ลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นมีสัญญาณที่จะลดลงต่อเนื่องได้" นายธนวรรธน์ กล่าว
ทั้งนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจจะขอติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในช่วง 2-3 เดือนนี้ เพราะหากดัชนีความเชื่อมั่นในเดือน มี.ค.ยังไม่ฟื้น อาจมีผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรกที่อาจไม่ขยายตัวตามที่คาดไว้ แต่หากรัฐบาลให้ความสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมผ่านโครงการต่างๆ ให้ทันช่วงปลายไตรมาส 2 คาดว่าจะมีงบกลางปีอีก 1.5 แสนล้าน บาท จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 0.5-0.7% และทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ ขยายตัวได้ในกรอบ 4.2-4.6% ตามที่ประเมินไว้







