
ลงทุนไม่เข้าเป้า ฉุดศก.โตต่ำคาด
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยงเศรษฐกิจปี 2560 ที่ขยายตัวได้ 3.9% ถือว่าขยายตัวได้ดีต่อเนื่องจากปี 2559 ที่ขยายตัวได้ 3.3% และปี 2558 ที่ขยายตัวได้ 2.9%
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
เศรษฐกิจปี 2560 ที่ขยายตัวได้ 3.9% ถือว่าขยายตัวได้ดีต่อเนื่องจากปี 2559 ที่ขยายตัวได้ 3.3% และปี 2558 ที่ขยายตัวได้ 2.9%
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวปี 2560 ที่ผ่านมา ก็ถือว่าสร้างความผิดหวังให้กับรัฐบาลเล็กน้อย ที่ไม่สามารถเร่งเครื่องให้ขยายตัวได้ถึง 4% ซึ่งเป็น การขยายตัวเต็มศักยภาพ 4-5% ซึ่งจะทำให้พูดได้เต็มปากได้ตั้งแต่วันนี้ว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เต็มศักยภาพแล้ว แม้ว่าจะเป็นการโตได้เต็มศักยภาพขั้นต่ำก็ตาม
สำหรับเศรษฐกิจไทย 2560 ที่ผ่านมา ไม่สามารถขยายตัวได้ถึง 4% เป็นเรื่องปัญหาทางเทคนิค เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับตัวเลขการขยายตัวเศรษฐกิจปี 2559 จาก 3.2% เป็น 3.3% ทำให้ฐานเศรษฐกิจปี 2560 สูงตามไปด้วยทำให้ขยายตัวได้เพียง 3.9%
นอกจากนี้ ยังเป็นเป็นปัญหาจากเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจบางตัวเกิดการอ่อนแรง โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐ ซึ่งเคยขยายตัวได้อย่างมากและพยุงเศรษฐกิจในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมาขยายตัวได้สูง โดยตัวเลขการลงทุนภาครัฐไตรมาส 4 ของปี 2560 ขยายตัวติดลบถึง 6% ซึ่งการลงทุนภาครัฐส่งสัญญาณไม่ดีมาตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปี 2560 ขยายตัวติดลบ 7% ไตรมาส 3 ติดลบ 2.6% มีเพียงไตรมาสแรกไตรมาสเดียวที่ขยายตัว 9.7% ส่งผลให้ทั้งปีการลงทุนภาครัฐขยายตัวติดลบ 1.2% ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ไม่ถึง 4%
หากพิเคราะห์ไปแล้วจะพบว่า เศรษฐกิจปี 2560 ที่ผ่านมา เครื่องยนต์ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจขยายตัวดี ทั้งการส่งออกขยายตัวได้เกินคาด การบริโภคยังขยายตัวได้ดีจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของรัฐบาล และการลงทุนภาคเอกชนก็เริ่มขยายตัวหลังจากไม่ยอมลงทุนมาหลายปี แต่การลงทุนภาครัฐดันมาสะดุดทำให้เศรษฐกิจที่น่าจะขยายตัวได้มากกว่านี้ ไม่เป็นไปอย่างที่รัฐบาลวาดฝันไว้
ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ปัญหาการสะดุดของการลงทุนภาครัฐส่วนหนึ่งมาจากปัญหาทางเทคนิค เนื่องจากไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา มีการปรับคณะรัฐมนตรี อาจจะทำให้การลงทุนเกิดการไม่ต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการเบิกจ่ายเม็ดเงินลงทุนล่าช้าลงไปบ้าง
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจไม่ไว้วางใจกับปัญหาดังกล่าว ได้มีการเร่งประชุมเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ปัญหาการลงทุนภาครัฐ ทำให้เศรษฐกิจไทยเกิดปัญหาสะดุดได้อีก
สศช.คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2561 ว่าจะขยายตัวได้ 4.1% โดยคาดการณ์ว่าการลงทุนภาครัฐจะขยายตัวได้ 10% ซึ่งถือว่าขยายตัวสูงหากไม่เร่งเครื่องแต่ต้นปีอาจจะไปไม่ถึงเป้าหมายได้ โดยด้านอื่นๆ สศช.คาดว่าการ ส่งออกจะขยายตัวได้ 6.8% การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวได้ 3.2% และการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวได้ 3.7%
ขณะที่กระทรวงการคลัง คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจปี 2561 จะขยายตัวได้ 4.2% โดยการขยายตัว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจทุกตัวก็ใกล้เคียงกับ สศช. ที่คาดการณ์ไว้ไม่ได้มีความ แตกต่างกันมาก
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากระทรวง การคลังคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2561 ไว้ที่ 4.2% แต่เป้าหมายในใจจริงมองไปถึงเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 5% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของการขยายตัวได้เต็มศักยภาพมีความมั่นคงและยังยืน ดังนั้นจะเห็นว่าที่ผ่านมารัฐบาลได้เร่งเพิ่มจุดแข็งเสริมจุดอ่อนเศรษฐกิจใน ทุกด้าน เช่น เศรษฐกิจฐานรากก็มีการเร่งดำเนินมาตรการแจกสวัสดิการ ภาครัฐเฟส 2 ที่จะมีเงินไหลหมุนเวียนเข้าสู่ระบบนับแสนล้านบาท
ในส่วนของการส่งออกที่กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์เดิมไว้ว่าจะขยายตัวได้ 6% รองนายกฯ สมคิด ก็ให้มีการทบทวนให้ขยายเพิ่มขึ้นเป็น 8%
ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนก็มีการเร่งโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาตตะวันออก หรืออีอีซี ซึ่งจะทำให้การลงทุนปีนี้ขยายตัวได้แบบก้าวกระโดด
ด้านการลงทุนภาครัฐที่มีการล่าช้าก็ได้มีการเร่งและเติมเม็ดเงินเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ที่เห็นได้ชัดว่าคือการทำงบกรอบงบประมาณปี 2562 วงเงิน 3 แสนล้านบาท มีเม็ดเงินลงทุนกว่า 6 แสนล้านบาท ซึ่งจะเร่งเบิกจ่ายในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ซึ่งจะทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจขยายตัวได้เพิ่มมากขึ้น
เมื่อพิจารณาจากเครื่องยนต์ ขับเคลื่อนต่างๆ ในส่วนของการส่งออก การท่องเที่ยว ไม่น่าจะมีปัญหาเพราะเศรษฐกิจโลกขยายตัวได้ดี และมีการรุกเปิดตลาดสินค้าเพื่อนบ้านมากขึ้น รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของผู้ประกอบการไทย ส่งผลให้ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นไม่กระทบกับ การส่งออกของไทยมาก
ขณะที่การบริโภคภาคเอกชน ก็น่าจะได้ดีกว่าเป้าหมาย จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การแจกสวัสดิการผู้มีรายได้น้อยเฟส 2 การเร่งให้แบงก์รัฐอัดฉีดสินชื่อผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เป็นเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจนับแสนล้านบาท
ปัญหาของเศรษฐกิจปีนี้ จึงอยู่ที่การเบิกจ่ายภาครัฐหากมีปัญหา ขยายตัวไม่ดีเหมือนปีที่ผ่านมา ก็จะทำให้การลงทุนภาคเอกชนถอยถามไปด้วย ทำให้เศรษฐกิจทั้งปีขยายตัวได้ไม่ถึง 5% ตามที่รัฐบาลต้องการอยากให้เป็น
จากตัวเลขการเบิกจ่ายล่าสุดของกระทรวงการคลังปี 2561 ณ สิ้นไตรมาสแรก ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.-29 ธ.ค. 2560 งบประมาณภาพรวมเบิกจ่ายได้จำนวน 8.97 แสนล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 2.9 ล้านล้านบาท หรือคิด 31% สูงกว่าเป้าหมาย 0.71%
ทั้งนี้ เป็นการเบิกจ่ายรายจ่ายประจำ 8.1 แสนล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 2.24 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 36.2% สูงกว่าเป้าหมาย 3.2% แต่รายจ่ายลงทุน (กรณีไม่รวมงบกลาง) เบิกจ่ายได้ จำนวน 8.71 หมื่นล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 5.77 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 15.10% ต่ำกว่าเป้าหมาย 7.01%
ขณะที่การเบิกจ่ายของรัฐวิสาหกิจปีงบประมาณ 2561 ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมีวงเงิน 7.96 แสนล้านบาท เทียบกับปีงบประมาณ 2560 วงเงิน 5.2 แสนล้านบาท หรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 52% อย่างไรก็ตามการเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในการดูแลของ สคร. มีจำนวน 5.06 แสนล้านบาท เทียบกับปีก่อนหน้า 3.44 แสนล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 47% ซึ่งหากการเบิกจ่ายงบลงทุนได้ตามเป้า จะช่วยการขยายตัวและเพิ่มขีดความสามารถของเศรษฐกิจไทยอย่างมาก
แต่จากรายการเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจล่าสุดเดือน ม.ค. 2561 หรือ 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2561 ก็ยังต่ำกว่าเป้าหมาย เนื่องจากรัฐวิสาหกิจหลายแห่งขาดผู้นำทำให้การลงทุนล่าช้า และบางแห่งโครงการยังไม่มีความพร้อมทำให้เดินหน้าช้ากว่าแผน ซึ่งรัฐบาลได้พยายามเร่งปลดล็อกการลงทุนภาครัฐเป็นการเร่งด่วน เพื่อไม่เป็นตัวฉุดเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้เต็มศักยภาพเหมือนปีที่ผ่านมาอีก n







