
คลอดกฎคุมหุ้นเสี่ยง
ตลท.ดีเดย์ใช้เครื่องหมาย C ต้องซื้อหุ้นด้วยเงินสดวันที่ 2 ก.ค.นี้ หวังเตือนผู้ลงทุนฉุกคิดก่อนลงทุนและกระตุ้นเตือนให้ บจ.เร่งแก้ไขปัญหา
ตลท.ดีเดย์ใช้เครื่องหมาย C ต้องซื้อหุ้นด้วยเงินสดวันที่ 2 ก.ค.นี้ หวังเตือนผู้ลงทุนฉุกคิดก่อนลงทุนและกระตุ้นเตือนให้ บจ.เร่งแก้ไขปัญหา
นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลท.จะเริ่มมีการประกาศใช้เครื่องหมาย C (Caution) หรือต้องมีการซื้อขายด้วยบัญชีเงินสด (แคชบาลานซ์) กับหลักทรัพย์หรือบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่เข้าข่ายในหลายกรณี ตั้งแต่วันที่ 2 ก.ค.นี้เป็นต้นไป หลังจากได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
ทั้งนี้ เพื่อเตือนให้ผู้ลงทุนเพิ่มความระมัดระวัง ศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุนหลักทรัพย์ดังกล่าว ซึ่ง ตลท.จะประกาศให้ผู้ลงทุนทราบล่วงหน้า 1 วันทำการ และเพื่อให้ผู้ลงทุนได้ทราบข้อมูลและแนวทางการแก้ไขของ บจ.ที่ต้องชี้แจงข้อมูลภายใน 15 วันนับตั้งแต่ที่มีการประกาศขึ้นเครื่องหมาย และจะมีการปลดเครื่องหมายลงหลังจากที่ บจ.จะมีการแก้ไขเหตุเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
สำหรับบริษัทที่เข้าข่ายตามหลักเกณฑ์ คือ ฐานะการเงินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยพิจารณาจากส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงน้อยกว่าหรือเท่ากับ 50% ของทุนชำระแล้ว หลังหักส่วนต่ำมูลค่าหุ้น (ถ้ามี) หรือกรณีที่ศาลล้มละลายมีการรับคำฟ้อง ล้มละลายและคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ อีกทั้งเป็น บจ.ที่มีสินทรัพย์ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดที่อยู่ในรูปของเงินสดหรือหลักทรัพย์ระยะสั้น
อย่างไรก็ดี รวมทั้งขึ้นเครื่องหมายกรณีที่หน่วยงานกำกับดูแลสถาบันการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทประกัน มีคำสั่งให้เปิดเผยทั่วไปให้แก้ไขฐานะการเงินหรือการดำเนินงาน โดยระงับการดำเนินการบางส่วน หรือไม่ให้ขยายธุรกิจเป็นการชั่วคราว ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนั้น กรณีที่ ก.ล.ต.มีการสั่งให้แก้ไขงบหรือตั้งผู้สอบบัญชีพิเศษขึ้นมา รวมถึงกรณีที่ผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นเนื่องจากถูกจำกัดขอบเขตโดย บจ./ผู้บริหาร/กรรมการ และผู้สอบบัญชีเห็นว่างบการเงินไม่ถูกต้อง ซึ่งกรณีนี้หาก บจ.มีการถูกสั่งพักการซื้อขายและขึ้นเครื่องหมาย SP ไว้ และมีการขึ้นเครื่องหมาย NP ต่อ หาก ก.ล.ต.สั่งให้แก้ไขงบแล้ว โดยตามหลักต้องรอให้ผู้สอบบัญชีพิจารณาในไตรมาสถัดไป ระหว่างนี้หลักทรัพย์นั้นก็ต้องมีการขึ้นเครื่องหมาย C ไว้ก่อน แม้จะมีการปลดเครื่องหมาย NP แล้วก็ตาม
นางเกศรา กล่าวว่า หลังจากเริ่มใช้ระยะเวลาการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์มาเป็นเวลา 2 วันทำการ (T+2) วันที่ 2 มี.ค. ซึ่งเป็นผลจาก T+3 ของวันที่ 28 ก.พ. และ T+2 ของวันที่ 2 มี.ค. มีมูลค่าการส่งมอบและชำระทั้งหมด 1.4 แสนล้านบาท แต่ตามกฎต้องชำระราคาเพียง 10% หรือประมาณ 1.3-1.4 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ซึ่งไม่พบปัญหาการดำเนินการแต่อย่างใด







