
มายาคติและข้อเท็จจริง เกี่ยวกับเศรษฐกิจจีน
& ศิรารัตน์ อรุณจิตต์กองทุนบัวหลวงในช่วงต้นปี 2560 ที่ผ่านมา นักลงทุนส่วนใหญ่ค่อนข้างมีความกังวลเรื่องเศรษฐกิจจีน ซึ่งประเด็นหลักที่สร้างความกังวล ได้แก่
& ศิรารัตน์ อรุณจิตต์กองทุนบัวหลวง
ในช่วงต้นปี 2560 ที่ผ่านมา นักลงทุนส่วนใหญ่ค่อนข้างมีความกังวลเรื่องเศรษฐกิจจีน ซึ่งประเด็นหลักที่สร้างความกังวล ได้แก่
1) โครงสร้างเศรษฐกิจ หลายฝ่ายคาดการณ์กันว่า เศรษฐกิจจีนปี 2560 อาจขยายตัวชะลอลงจากการลงทุนภาครัฐและทิศทางการบริโภคภาคเอกชนที่อาจอ่อนแรงลง ท่ามกลางเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจที่เริ่มจำกัด อีกทั้งการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ซึ่งมุ่งเน้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ใหม่ และนวัตกรรมการผลิตแบบ Smart Manufacturing ยังไม่เป็นรูปธรรมเท่าที่ควร
2) ภาระหนี้สิน เสถียรภาพทางเศรษฐกิจยังดูสั่นคลอน จากภาระหนี้ภาคเอกชนของจีนที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 60% ของหนี้ภาคเอกชนทั้งประเทศ หรือราว 70 ล้านล้านหยวน และรัฐวิสาหกิจกว่า 35% ยังมีผลการดำเนินงานขาดทุน
3) เสถียรภาพของค่าเงิน ค่าเงินหยวนได้อ่อนค่าลง 6.5% ในปี 2559 ซึ่งเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันที่สกุลเงินหยวนมีค่าลดลง และเกิดการไหลออกของเงินทุน ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำหรับเศรษฐกิจจีนเมื่อต้นปี 2560 อีกทั้งเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนได้ดิ่งลงรวมเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากระดับสูงสุดที่ 3.99 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อเดือน มิ.ย. 2557 ลงมาเหลือ 2.998 ล้านล้านดอลลาร์ ในเดือน ม.ค. 2560 ซึ่งต่ำกว่าระดับ 3 ล้านล้านดอลลาร์ ถือว่าหลุดแนวรับในเชิงจิตวิทยาที่จะกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน
แต่พอสิ้นปี 2560 ปรากฏว่ามุมมองเกี่ยวกับจีนได้เปลี่ยนแปลงไป ด้วยข้อเท็จจริงต่างๆ ดังนี้
1) โครงสร้างเศรษฐกิจที่คิดว่าแย่ ความเป็นจริงแล้วไม่แย่ขนาดนั้น เศรษฐกิจยังเติบโตได้ถึง 6.9% สูงกว่าระดับ 6.7% ในปี 2016 และสูงกว่าเป้าที่รัฐบาลได้ตั้งไว้เพียงประมาณ 6.5% ด้วยพื้นฐานทางเศรษฐกิจในประเทศที่เข้มแข็งและผลของการปฏิรูปเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง อัตราการว่างงานคงที่ในระดับต่ำ และการส่งเสริมการใช้จ่ายภายในประเทศของรัฐบาล ส่งผลให้การบริโภคภายในประเทศขยายตัวต่อเนื่อง การลงทุนโดยรวมก็เติบโตได้ดี ด้วยแรงหนุนของสัดส่วนการลงทุนของภาครัฐที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งได้ลดกำลังการผลิตส่วนเกินและการจัดการกับบริษัทที่ไม่มีประสิทธิภาพเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
2) ภาระหนี้สินก็ไม่แย่มากอย่างที่กังวล ซึ่งเป็นผลมาจากความพยายามของรัฐบาลในการคุมเข้มการขยายตัวของสินเชื่อและสถาบันการเงิน นอกระบบ พร้อมทั้งการสร้างเสถียรภาพในภาคธนาคาร ส่งผลให้มูดี้ส์ ได้ปรับมุมมองภาคธนาคารของจีนในเดือน ก.ค. จาก "เชิงลบ" เป็น "มีเสถียรภาพ"
3) เสถียรภาพของค่าเงินก็ดีขึ้น จากที่การไหลออกของเงินทุน ได้ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำหรับเศรษฐกิจจีนเมื่อต้นปี 2560 แต่ด้วยการ ตัดสินใจของรัฐบาลในการเพิ่มความเข้มงวดการเคลื่อนย้ายเงินทุน และค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนลงได้ช่วยหนุนค่าเงินหยวนให้ฟื้นกลับคืนมา ได้เป็นอย่างมาก พร้อมกับเสริมความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจจีนโดยรวม โดยในปี 2560 ค่าเงินหยวนปรับแข็งขึ้นประมาณ 6.8% เมื่อเทียบกับดอลลาร์
นอกจากนี้ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนได้เพิ่มขึ้นรวม 129,500 ล้านดอลลาร์ ในปี 2017 จากระดับ 3.011 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อสิ้นปี 2559 โดยปี 2560 ถือเป็นปีแรกที่เงินทุนสำรองได้เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา และข้อมูลล่าสุด ณ เดือน ม.ค. 2561 อยู่ที่ 3.16 ล้านล้านดอลลาร์ ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 1 ปีครึ่ง ซึ่งเงินทุนสำรองระหว่างประเทศกลับมาอยู่สูงกว่าระดับ 3 ล้านล้านดอลลาร์ มา 12 เดือนติดต่อกันแล้ว
ด้วยความยืดหยุ่นของการดำเนินนโยบายการเงินและการคลังอย่างรวดเร็ว มีการใช้นโยบายการเงิน ที่ไปมุ่งเน้นเฉพาะเจาะจงที่ตลาดการเงิน อีกทั้งทางธนาคารกลางจีน ได้มีการใช้เครื่องมือ Macro prudential Policies ต่างๆ รวมทั้งเสถียรภาพทางการเมืองที่นิ่ง ผู้นำสามารถรวบอำนาจได้ทั้งในเชิงการเมืองและเศรษฐกิจ ถือเป็นองค์ประกอบแวดล้อมให้เอื้อต่อการขยับขึ้นของเศรษฐกิจ และแม้ว่ามีการรวบอำนาจก็ไม่ได้ทำให้จีนลดลงอย่างรุนแรงอย่างที่กลัวกันในตอนแรก
จากภาพรวมที่ดีขึ้นดังกล่าว ทั้งภาพเศรษฐกิจที่ดี เสถียรภาพของ ค่าเงินที่ดีขึ้น ประกอบกับทางการจีนสามารถใช้นโยบายเฉพาะจุด แบบผสมผสานทั้งการเงินและการคลัง เพื่อรับมือกับนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประเทศได้นั้น ทำให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนล่าสุดเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ขึ้นอีก 0.1% ในปี 2561 และ 2562 เป็น 6.6% และ 6.4% ตามลำดับ จากเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว
ทั้งนี้ จากความท้าทายอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ทั้งภาคเศรษฐกิจ ภาคการเงิน และภาคการเมือง ที่ได้ก่อให้เกิดความกังวลกับนักลงทุนนั้น เรากลับได้เห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นตามลำดับของจีน หลังจากที่ทางการได้มีการปฏิรูปเศรษฐกิจและต้องการให้จีนไปสู่เศรษฐกิจใหม่ ทำให้เชื่อมั่นว่าจีนจะสามารถนำพาเศรษฐกิจไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้อย่างต่อเนื่องต่อไป
ประกอบกับประมาณการจาก Centre for Economic and Business Research แห่งลอนดอนที่ระบุว่า ภายในปี 2573 เศรษฐกิจของจีนจะก้าวขึ้นมาเหนือกว่าเศรษฐกิจของสหรัฐรวมถึงการเปิดเสรีเศรษฐกิจและภาคการเงินของรัฐบาลจีนที่มากขึ้น จะหนุนนำเศรษฐกิจขยายตัวดี รายได้ประชากรเติบโต กำลังซื้อเพิ่มพูนตามมา ก่อให้เกิดการเติบโตในทุกมิติ ทำให้เห็นโอกาสของการลงทุนในจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดหุ้นจีนมีขนาดใหญ่ถึง 7.3 ล้านล้านดอลลาร์ ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ขณะที่ตลาดตราสารหนี้ของจีนมีขนาด 9.4 ล้านล้านดอลลาร์ ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าโอกาสการลงทุนดังกล่าวจะสามารถดึงดูดเงินลงทุนจากนักลงทุนระยะยาวได้ไม่ยากเลย







