
ทรัมป์จ่อลงดาบจีนเพิ่ม
สหรัฐอาจตั้งภาษีนำเข้าสินค้าจีน คุมเข้มลงทุนต่างชาติ ตอบโต้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
สหรัฐอาจตั้งภาษีนำเข้าสินค้าจีน คุมเข้มลงทุนต่างชาติ ตอบโต้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
บลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวว่า รัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กำลังพิจารณาตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าหลายประเภทจากจีน อาทิ เครื่องนุ่งห่มและเครื่องใช้ไฟฟ้า และเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการเข้ามาลงทุนในสหรัฐของนักลงทุนจีน เพื่อตอบโต้กรณีจีนละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาสินค้าสหรัฐ ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวถึงประเด็นสงครามการค้า หลังทรัมป์ประกาศตั้งภาษีเซฟการ์ดเหล็ก 25% และอะลูมิเนียม 10%
รายงานดังกล่าวมีขึ้นขณะที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) เตรียมเปิดเผยผลการตรวจสอบกรณีจีนละเมิดลิขสิทธิ์สินค้าสหรัฐในอีกไม่กี่สัปดาห์หน้า หลัง สตีเฟน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ เรียกร้องให้มีมาตรการตรวจสอบการซื้อกิจการสหรัฐของต่างชาติ เพื่อพยายามควบคุมอิทธิพลของจีนในสหรัฐ
ขณะเดียวกัน วาลดิส ดอมโบรว์สกิซ รองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) เปิดเผยว่า ยังหวังให้สหรัฐล้มเลิกการตั้งมาตรการตั้งภาษีเซฟการ์ดดังกล่าว โดย อียู มีกำหนดเปิดเผยมาตรการตอบโต้ภาษี ของสหรัฐวานนี้ ที่อาจรวมถึงการตั้งภาษี 25% ต่อสินค้าหลายชนิดที่นำเข้าจากสหรัฐ
ขณะที่ คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กล่าวว่า ภาษีเซฟการ์ดของสหรัฐจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเมื่อบรรดาประเทศที่ได้รับกระทบจากภาษีดังกล่าว ตัดสินใจใช้มาตรการตอบโต้ จะจุดชนวนสงครามการค้าขึ้น ซึ่งส่งผลเสียต่อทุกฝ่าย
ด้าน แกรี่ โคห์น ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของทรัมป์ ประกาศเตรียมลาออกจากตำแหน่งในอีกไม่กี่สัปดาห์ โดยโคห์นที่สนับสนุนเปิดเสรีทางการค้ามาตลอด ต่อต้านการตั้งภาษีเซฟการ์ดของทรัมป์ ด้านรอยเตอร์สรายงานว่า ปีเตอร์ นาวาร์โร ประธานสภาการค้าแห่งชาติสหรัฐ และแลรี่ คัดโลว์ นักวิเคราะห์จากซีเอ็นบีซี เป็นตัวเต็งที่จะขึ้นมาแทนโคห์น โดยทั้งนาวาร์โรและคุดโลว์ต่างสนับสนุนการปกป้องการค้า







