
'ไทคอน'ทุ่มหมื่นล้าน
ไทคอนวางโรดแมป 3 ปี ผงาดอาเซียน ทุ่มงบหมื่นล้านพัฒนาพื้นที่โรงงาน-คลังสินค้ากว่า 3 ล้าน ตร.ม. ปี 2563 เป้า 5,000 ล้าน โต 15% ต่อปี
ไทคอนวางโรดแมป 3 ปี ผงาดอาเซียน ทุ่มงบหมื่นล้านพัฒนาพื้นที่โรงงาน-คลังสินค้ากว่า 3 ล้าน ตร.ม. ปี 2563 เป้า 5,000 ล้าน โต 15% ต่อปี
นายวีรพันธ์ พูลเกษ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทคอน อินดัส เทรียล คอนเนคชั่น (TICON) เปิดเผยว่า บริษัทตั้งงบลงทุน 1 หมื่นล้านบาท สำหรับการดำเนินธุรกิจในระยะ 3 ปี (2561-2563) พร้อมกันนี้ตั้งเป้าเป็นอันดับหนึ่งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรมในระดับอาเซียน ด้วยพื้นที่บริหารจัดการ 3-3.5 ล้านตารางเมตร (ตร.ม.) จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.7 ล้าน ตร.ม.
ขณะที่ตั้งเป้ารายได้ปี 2563 ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท หรือเติบโตเฉลีย 15% ต่อปี จากปี 2559 ที่มีรายได้รวม 2,410 ล้านบาท
สำหรับปีนี้เบื้องต้นจะใช้งบลงทุน 2,000-3,000 ล้านบาท ในการพัฒนาโรงงานและคลังสินค้าตามความต้องการของลูกค้า (Built to Suit) ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่เป็น 1 แสน ตร.ม./ปี รวมถึงมีความสนใจเรื่องสาธารณูปโภค คาดว่าได้ข้อสรุปภายในไตรมาส 2 นี้
ด้าน นายโสภณ ราชรักษ์ ผู้อำนวยการใหญ่ TICON กล่าวเสริมว่า บริษัทตั้งเป้าปี 2563 จะเพิ่มอัตราการเช่าพื้นที่ให้เป็น 85% จากปัจจุบันอยู่ที่ 69% ด้วยการขยายพื้นที่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ การขยายพื้นที่พัฒนาไปยังระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีพื้นที่รองรับการพัฒนาในเขตอีอีซีประมาณ 1,500 ไร่
"ไทคอนจะร่วมมือกับพันธมิตรในกลุ่มผู้ถือหุ้นเปิดคลังที่ดิน (กลุ่มทีซีซี) เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นจากนักลงทุนต่างชาติ เช่น ญี่ปุ่น จีน และยุโรป" นายโสภณ กล่าว
สำหรับการขยายธุรกิจในต่างประเทศ จะให้ความสำคัญกับตลาดอินโดนีเซียและเวียดนามที่ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยเริ่มในตลาดอาเซียน เพื่อขยายธุรกิจของเฟร เซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด (FPL) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของไทคอนที่ปัจจุบัน มีธุรกิจในหลายประเทศ
ด้านภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรม คาดว่ามีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากปัจจัยต่างๆ ได้แก่ การลงทุนของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง การอนุมัติร่าง พ.ร.บ.อีอีซี และนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ประกอบกับการลงทุนของภาคเอกชนไทยและชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่ม นิว เอส-เคิร์ฟ รวมถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ที่จะนำไปสู่การจัดเก็บและการกระจายสินค้า ส่งผลให้ความต้องการโรงงานและคลังสินค้า ที่มีมาตรฐานสูงขึ้นอย่างมีนัย
ขณะเดียวกันบริษัทพร้อมเปิดธุรกิจใหม่เพื่อขยายฐานลูกค้าผ่านเครือข่ายของกลุ่มผู้ถือหุ้น ร่วมมือกับพันธมิตรที่มีชื่อเสียงระดับสากลในการเปิดตัวธุรกิจใหม่เพื่อหนุนการเติบโตของตลาดอี-คอมเมิร์ซ







