
ศึก Meal Kit เขย่าร้านอาหาร (คอลัมน์ "โลกธุรกิจ")
ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์Meal Kit อาจไม่ใช่ธุรกิจที่บูมในประเทศไทยบ้านเรานัก เนื่องจากการมีตลาดสดและตลาดนัดกระจายอยู่แทบทุกพื้นที่ ทำให้สามารถหาซื้อของสดมาทำอาหารเองที่บ้านได้ไม่ยากและไม่แพงเกินไปนัก
ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
Meal Kit อาจไม่ใช่ธุรกิจที่บูมในประเทศไทยบ้านเรานัก เนื่องจากการมีตลาดสดและตลาดนัดกระจายอยู่แทบทุกพื้นที่ ทำให้สามารถหาซื้อของสดมาทำอาหารเองที่บ้านได้ไม่ยากและไม่แพงเกินไปนัก
ทว่าสำหรับในสหรัฐนั้น Meal Kit นับเป็นธุรกิจที่แสนสดใส เพราะสามารถตอบโจทย์คนที่อยากทำอาหารกินเองที่บ้านแบบง่ายๆ และไม่แพงเกินไป โดยเป็นการขายอาหารสดที่จัดมาเป็นเซตในกล่องพร้อมคู่มือให้ลงมือทำเองได้ง่ายๆ แบบรับประทานได้ 1-2 คน ทำให้ไม่ต้องสิ้นเปลืองวัตถุดิบเหลือทิ้งนั้น จึงได้รับความนิยมมาก และยังตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ได้ดี ทำให้สตาร์ทอัพที่จับธุรกิจนี้โดยเฉพาะอย่าง "บลู อาพรอน" (Blue Apron) เติบโตได้อย่างรวดเร็ว
แต่หากธุรกิจที่ว่านี้กำลังจะเข้าสู่ระดับ "แมส" ที่ไม่ได้จำกัดวงแค่สตาร์ทอัพ แต่เป็นเชนห้างค้าปลีกระดับร้อยหรือพันสาขาทั่วประเทศ นี่ก็อาจเป็นการ Disrupt หรือเข้ามาเปลี่ยนแปลงตลาดธุรกิจอาหารครั้งใหญ่ที่น่าจับตา และอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจร้านอาหารในสหรัฐได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
ล่าสุดนั้น ห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ในสหรัฐอย่าง "วอลมาร์ท" ได้ประกาศเข้าสู่สงครามตลาดอาหารอย่างเต็มตัวแล้ว ด้วยการทำธุรกิจ Meal Kit เป็นครั้งแรก โดยจะนำร่องใน 10 เมนู ซึ่งจะมีทั้งเซตวัตถุดิบในกล่องให้ไปเข้าครัวทำเองได้ง่ายๆ ที่บ้าน และแบบอาหารปรุงสำเร็จแช่แข็งพร้อมอุ่นรับประทาน ในขนาดที่รับประทานได้ 1-2 คน ราคาระหว่าง 8-15 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งพร้อมวางจำหน่ายในร้านวอลมาร์ท 250 สาขา ทั่วประเทศ ก่อนจะขยายเป้าให้ถึง 2,000 สาขา ภายในสิ้นปีนี้
การบุกเข้ามาเล่นของวอลมาร์ทในครั้งนี้ มีขึ้นในขณะที่ธุรกิจอาหารของสหรัฐกำลังมีการแข่งขันกันอย่างร้อนแรงจากห้างค้าปลีก อี-คอมเมิร์ซ และสตาร์ทอัพ ที่เข้ามาเป็นผู้เล่นสำคัญ เช่น "อเมซอน" ที่ทุ่มซื้อกิจการโฮลฟู้ดส์ไปก่อนหน้านี้เพื่อเพิ่มช่องทางค้าปลีกแบบมีหน้าร้านและรุกเข้าสู่กลุ่มของสดและอาหาร ซึ่งการเข้ามาของ ผู้เล่นหน้าใหม่ๆ เช่นนี้ยังค่อยๆ เปลี่ยนโฉมธุรกิจ ที่แต่เดิมจะมีร้านอาหารเป็นผู้ครองส่วนแบ่งตลาดรายใหญ่
วอลมาร์ทเองที่เพิ่งปรับตัวครั้งใหญ่ด้านอี-คอมเมิร์ซเพื่อแข่งกับ อเมซอน ก็ตระหนักเช่นกันว่าไม่สามารถชักช้าได้อีกแล้วในตลาดอาหารที่ยังมีโอกาสอีกมาก โดยเฉพาะเมื่อตนเองมีข้อได้เปรียบเรื่องโลจิสติกส์ ทำให้วอลมาร์ทหันมาทุ่มงบปรับปรุงและพัฒนาด้านอาหารและของสดเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าจะได้ของสดที่มีคุณภาพ ที่สามารถไปซื้อได้ตามสาขาต่างๆ หรือพร้อมส่งเดลิเวอรี่ถึงบ้าน
แน่นอนว่าคู่แข่งรายใหม่ๆ ที่น่ากลัวเช่นนี้จะยิ่งกระทบต่อเจ้าตลาดเดิมอย่างพวกร้านอาหาร ซึ่งจากข้อมูลของบริษัทวิจัยเทคโนมิค ที่ติดตามร้านอาหารชั้นนำ 500 แห่งในสหรัฐ พบว่า ยอดขายของร้านอาหารพวกนี้ซบเซาลงมา 2 ปีติดต่อกันแล้ว ขณะที่ตัวเลขของเชนร้านอาหารขนาดใหญ่ เช่น โอลีฟ การ์เดน นั้นก็แทบจะไม่เติบโตขึ้นเลยเมื่อปีที่แล้ว จากที่เคยเติบโตได้ราว 4.7% เมื่อปี 2015
โดยปกติแล้ว ซูเปอร์มาร์เก็ตหรือห้างค้าปลีกมักจะมีเซ็กชั่นอาหารปรุงสำเร็จพร้อมอุ่นทาน หรือมีชุด Meal Kit อยู่แล้ว แต่วอลมาร์ทเลือกที่จะรอเมื่อพร้อม โดยเพิ่มแวลูให้สินค้าดูพรีเมียมและมีคุณภาพผ่านการวิจัยของศูนย์นวัตกรรมอาหารของบริษัทโดยเฉพาะ ซึ่งเมื่อพร้อมทั้งด้านโลจิสติกส์และในราคาที่ไม่แพงเกินไป ก็ทำให้พร้อมขยับเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นรายใหญ่ที่จะเข้ามาเขย่าตลาดอาหารในสหรัฐหลังจากนี้ n







