
บุพเพสันนิวาส ในมุมมองของผม
ทวารัฐ สูตะบุตรวันนี้ผมขอโหนกระแสละครดัง "บุพเพสันนิวาส" ทางช่อง 3 ซะหน่อยนะครับ เพราะนอกจากที่บ้านทั้งคุณแม่และคุณเมีย จะติดงอมแงมกันแล้ว ยังมีเกร็ดประวัติศาสตร์บางส่วนที่ผมพอจะโยงมาสัมผัสกับประเด็นด้านพลังงานได้บ้าง ดังนี้ครับ
ทวารัฐ สูตะบุตร
วันนี้ผมขอโหนกระแสละครดัง "บุพเพสันนิวาส" ทางช่อง 3 ซะหน่อยนะครับ เพราะนอกจากที่บ้านทั้งคุณแม่และคุณเมีย จะติดงอมแงมกันแล้ว ยังมีเกร็ดประวัติศาสตร์บางส่วนที่ผมพอจะโยงมาสัมผัสกับประเด็นด้านพลังงานได้บ้าง ดังนี้ครับ
1.ท้องเรื่องของละครเกิดในปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2175-2231) หรือ 330 ปีก่อน ในยุคที่สมัยกรุงศรีอยุธยารุ่งเรืองที่สุด โดยเฉพาะด้านการค้ากับต่างประเทศ ที่ใช้ "เรือสำเภา หรือเรือกำปั่น" เป็นพาหนะในการติดต่อการค้าเป็นหลัก
2.ในยุคดังกล่าวนั้น แหล่งพลังงานที่สำคัญคือ "พลังงานลม" ที่ใช้เป็นต้นกำลังในการขับเคลื่อน โดยมีเสากระโดง และใบเรือเป็นอุปกรณ์ในการควบคุมกำลังและทิศทาง ถือเป็นเทคโนโลยีหลักว่าเรือใครจะมีเสากระโดงสูงเท่าใด มีใบเรือกี่ใบ กว้างแค่ไหน บ่งบอกถึงความก้าวล้ำของสมรรถนะเรือเลยทีเดียว
3.ในยุคที่การค้าโพ้นทะเลสะพัดสุดขีดนั้น มหาอำนาจทางการค้าทั้ง จีน และชนชาติฝรั่ง นำโดย ฮอลันดา โปรตุเกส สเปน และอังกฤษ ต่างมีกองเรือ และเทคโนโลยีการต่อเรือสำเภากันทุกประเทศ และทุกประเทศที่ว่าก็มาค้าขายกับกรุงศรีอยุธยากันอย่างเต็มที่ และการค้าโดย "สำเภา" ที่ใช้ "พลังงานลม" ก็ดำเนินต่อเนื่องมาอีก 100 กว่าปี ก่อนที่จะถูก "Distrupt" ด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า "เรือกลไฟ" ที่ใช้ไอน้ำเป็นต้นกำลังผ่านเครื่องจักรแบบสันดาปภายนอก และใช้ "ถ่านหิน" เป็นเชื้อเพลิง
4.เรือกลไฟลอกเลียนแบบเทคโนโลยี "เครื่องจักรไอน้ำ" (ทำมาเพื่อรถไฟและโรงงานอุตสาหกรรมเป็นหลัก) ของ เจมส์ วัตต์ มาประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมการเดินเรือ ทำให้มีกำลังมากขึ้น ปลอดภัยมากขึ้นจากคลื่นลม ขนสินค้าได้ปริมาณมากขึ้น และที่สำคัญเดินทางได้เร็วขึ้น การค้าโดย "เรือกลไฟ" มารุ่งเรืองถึงขีดสุดก็เป็นสมัยรัชกาลที่ 3 ต่อเนื่องรัชกาลที่ 4 ของกรุงรัตนโกสินทร์ ถึงขนาดที่ว่าสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ในครั้งที่ยังดำรงตำแหน่งพระยศ "เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์" ในปลายรัชสมัยของในหลวงรัชกาลที่ 3 ยังทรงริเริ่มการต่อเรือกลไฟ แบบ เมค-อิน-สยาม 100% เอง ตอกย้ำสถานะของการเป็นผู้นำในการค้าขายระหว่างประเทศ (International Trade) ของประเทศสยามที่เรืองรองมาตลอดรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ก่อนมาเจอฝรั่งเศสทำเอาเจ็บแสบในช่วงรัชกาลที่ 5
5.ปัจจุบัน "เรือกลไฟ" ก็ถูก Disrupt ไปเรียบร้อยแล้วด้วยเทคโนโลยีเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ทำให้เรือขนส่งสินค้าใช้น้ำมันเตา น้ำมันดีเซล หรือแอลเอ็นจีได้แล้ว และเรือรบก็สามารถเลือกใช้พลังงานนิวเคลียร์ได้ด้วยเช่นกันในยุคสมัยใหม่นี้
6.การบริหารความสัมพันธ์กับมหาอำนาจ ก็เป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ เพราะว่าตามละครบุพเพสันนิวาสนั้น ถือว่าอิทธิพลของฝรั่งเศสในราชสำนักไทยเริ่มเข้ามาเยอะ ที่ว่าน่าสนใจเพราะแท้จริงแล้วกลยุทธ์ของฝรั่งเศสในช่วงนั้นเข้ามาโดยเน้นการขยายและเผยแผ่ศาสนาคริสต์มากกว่าการค้าขาย ซึ่งแตกต่างจากมหาอำนาจตะวันตกอื่น ทั้งฮอลันดาและอังกฤษ ที่มีบริษัทที่ตั้งเป็นการเฉพาะทำการค้าขายกับอยุธยา ฮอลันดามีบริษัท ดัชช์เอเชียติ๊ก ในขณะที่อังกฤษมีบริษัท บริติช-อินเดีย เข้ามาเป็นผู้แทน
การค้าของทั้งสองประเทศ (ไม่ใช่ บริษัท อีสต์เอเชียติ๊ก นะครับ อันนี้ของเดนมาร์ก) ก่อนที่สยามจะจัดตั้ง "พระคลังสินค้า" ให้มีอำนาจสมบูรณ์แบบเบ็ดเสร็จ เป็นผู้แทนการค้าแทนราชสำนักเพื่อสร้างอำนาจต่อรองแทนพ่อค้าสยามรายย่อย (SME ในสมัยนั้น) อื่นที่อาจถูกเอาเปรียบจากต่างชาติได้ง่าย ขุนนางที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลพระคลังสินค้าจึงอาจมองได้ว่าเป็นขุนนางที่ทรงอำนาจที่สุดในยุคนั้น ออกญาวิชาเยนทร์ หรือคอนสแตนติน ฟอลคอน ก็เคยดำรงตำแหน่งดังกล่าว
7.การที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เลือกที่จะส่งคณะทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส (นำคณะโดยเจ้าพระยาโกษา (ปาน) ถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่หลักแหลมที่สามารถให้สยามประเทศสร้างสมดุลระหว่างฮอลันดาและอังกฤษได้ คล้ายกับที่ในหลวงรัชกาลที่ 5 เจาะจงที่จะสร้างสัมพันธไมตรีอันดียิ่งกับจักรวรรดิรัสเซีย 200 ปีให้หลัง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความสัมพันธ์มหาอำนาจและทำให้ประเทศไทยสามารถรอดพ้นการครอบงำ การฉกชิงทรัพยากรจากต่างชาติ ต่างๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์
คงไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องพลังงานเท่าไหร่... แค่อยากโหน กระแสครับ เพราะประวัติศาสตร์ช่วงนั้นสนุกเลยทำให้ละครทำออกมาได้สนุกจริงๆ ครับ n







