
ห่วงกระทบเศรษฐกิจในประเทศ
กรกต ผดุงจิตต์ เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า กรณีที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็ก (เซฟการ์ด) อัตรา 25% และอะลูมิเนียม 10% นั้น ขณะนี้กลุ่มเหล็กได้ส่งข้อมูลไปยังกระทรวงพาณิชย์เพื่อประกอบการตัดสินใจระดับนโยบายแล้ว โดยประเด็นดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเหล็กทั้งทางตรงและทางอ้อม
กรกต ผดุงจิตต์ เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า กรณีที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็ก (เซฟการ์ด) อัตรา 25% และอะลูมิเนียม 10% นั้น ขณะนี้กลุ่มเหล็กได้ส่งข้อมูลไปยังกระทรวงพาณิชย์เพื่อประกอบการตัดสินใจระดับนโยบายแล้ว โดยประเด็นดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเหล็กทั้งทางตรงและทางอ้อม
โดยเฉพาะผลกระทบทางอ้อมที่จะเกิดจากเหล็กที่ไม่สามารถส่งออกไปยังสหรัฐได้ ซึ่งมีปริมาณ 27.03 ล้านตันนั้น มีโอกาสสูงที่จะเข้าสู่ตลาดอาเซียนและเสี่ยงที่จะส่งมาไทย คือ เหล็กเส้น เหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี เหล็กแผ่นเคลือบดีบุก และเหล็กแผ่นเคลือบโครเมียม เนื่องจากไม่มีมาตรการทางการค้า
"มองว่าทรัมป์เป็นพ่อค้าและ นักต่อรอง มาตรการดังกล่าวอาจเป็นการเปิดเกมส์การเจรจา หากเจอการสวนกลับก็พร้อมที่จะเปลี่ยนได้ แต่คงจะเจรจากับประเทศใหญ่ๆเท่านั้น โดยเฉพาะจีน ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้" กรกต กล่าว
พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล ผู้เชี่ยวชาญการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ผลกระทบ ทางตรงกับประเทศไทยส่วนตัวคิดว่ามีน้อยมาก แต่จะมีผลกระทบทางอ้อมมากกว่า เนื่องจากประเทศคู่ค้า ได้แก่ จีน เกาหลี เม็กซิโก ได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือจะมีการปรับขึ้นภาษีในสินค้าชนิดอื่นๆ หรือไม่ และประเทศที่โดนมาตรการนี้จะตอบโต้อย่างไร ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดสงครามการค้า ทำเศรษฐกิจโลกผันผวน และยังไม่ดีต่อเศรษฐกิจในประเทศเอง ซึ่งสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเหล็กจะสูงขึ้น ประชาชนอาจชะลอการใช้จ่ายได้
ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย กล่าวว่า ต้องติดตามประเด็นของสงครามการค้าอย่างใกล้ชิด ซึ่งในแง่อุตสาหกรรมเหล็กไทยแล้วคงจะมองทั้งในแง่การนำเข้าเหล็กเพื่อเป็นวัตถุดิบอาจถูกลง แต่แง่การส่งออกก็อาจได้รับผลกระทบ เนื่องจากมีการส่งออกเหล็กและเหล็กกล้าปี 2560 ประมาณ 1.89 แสนล้านบาทและพึ่งพิงตลาดสหรัฐประมาณ 15%
วันชัย วราวิทย์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ขณะนี้ทรัมป์ยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียมที่นำเข้าจากทั่วโลก โดยข้อเสนอของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ที่เสนอให้ประธานาธิบดีพิจารณา ใช้มาตรการภายใต้มาตรา 232 มี 2 ทางเลือก ได้แก่ 1.กำหนดโควตานำเข้าจากทุกประเทศที่ 86.7% ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมดในปี 2560 และกำหนดโควตาภาษี โดยเรียกเก็บอากรจากอะลูมิเนียมที่นำเข้าจากทุกประเทศเพิ่มเติม จากการเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนการทุ่มตลาด (เอดี/ซีวีดี) โดยเสนอให้เรียกเก็บอากรที่ 7.7%
สำหรับทางเลือกที่ 2 ได้แก่ เสนอให้กำหนดเก็บอากรจากทุกประเทศ โดยเรียกเก็บอากรนำเข้าอะลูมิเนียมทุกชนิดจากทุกประเทศ ทั้งจีน ฮ่องกง รัสเซีย เวเนซุเอลา และเวียดนาม โดยเป็นการเก็บเพิ่มจากอากรเอดี/ซีวีดี ในอัตรา 23.6% สำหรับประเทศอื่นๆ จะจำกัดปริมาณนำเข้าที่ 100% ของปริมาณการนำเข้าในปี 2560
"หากประธานาธิบดีสหรัฐตัดสินใจใช้มาตรา 232 กับสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียมแล้ว จะทำให้ผู้ผลิตและ ผู้ส่งออกของไทยได้รับผลกระทบอย่างเลี่ยงไม่ได้ ล่าสุดกรมได้ประสานกับภาคเอกชนของไทยที่เกี่ยวข้อง เพื่อแสดงความคิดเห็นกรณีดังกล่าวต่อกระทรวงพาณิชย์สหรัฐแล้ว และจะได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป" วันชัย กล่าว







