
เตรียมรับมือ
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เริ่มเปิดฉากสงครามการค้าโลกตามนโยบาย "อเมริกาเฟิสต์" โดยการตั้งภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมจากคู่ค้าทุกประเทศ (เซฟการ์ด) ที่อัตรา 25% และ 10% โดยประเทศผู้ส่งออกหลัก 10 ประเทศ ได้แก่ แคนาดา สหภาพยุโรป เกาหลีใต้ เม็กซิโก บราซิล ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน รัสเซีย ตุรกี ได้รับผลกระทบตามลำดับ
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เริ่มเปิดฉากสงครามการค้าโลกตามนโยบาย "อเมริกาเฟิสต์" โดยการตั้งภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมจากคู่ค้าทุกประเทศ (เซฟการ์ด) ที่อัตรา 25% และ 10% โดยประเทศผู้ส่งออกหลัก 10 ประเทศ ได้แก่ แคนาดา สหภาพยุโรป เกาหลีใต้ เม็กซิโก บราซิล ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน รัสเซีย ตุรกี ได้รับผลกระทบตามลำดับ
ขณะที่กลุ่มสหภาพยุโรป หรืออียู อยู่ระหว่างการร่างมาตรการตอบโต้กรณีนี้ด้วยการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐที่มีมูลค่ากว่า 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอัตรา 25% เช่นเดียวกัน โดยพุ่งเป้าไปที่แบรนด์ดังๆ ของอเมริกา อย่างฮาร์เลย์ เดวิดสัน และกางเกงยีนส์ลีวายส์ เป็นต้น พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประธานาธิบดีสหรัฐทบทวนแผนขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมครั้งนี้ก่อนที่สงครามการค้าจะปะทุ
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์หาได้ฟังเสียงต่างๆ ไม่ กลับมองว่าหากเกิดสงครามการค้าอาจเป็นผลดีต่อสหรัฐเอง เพราะที่ผ่านมาสหรัฐขาดดุลกับประเทศต่างๆ มหาศาล จนหน่วยงานต่างๆ อย่างไอเอ็มเอฟ หรือองค์การการค้าโลก ต้องออกมาแสดงความวิตกกังวล
ในปี 2560 สหรัฐนำเข้าสินค้าเหล็กเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 2.75 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 29.70% ในส่วนของไทยมีมูลค่าการนำเข้า 163.34 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 248.74% เมื่อเทียบกับการนำเข้าในปี 2559 แม้ว่ามูลค่านำเข้าไม่มากนัก แต่การขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตราก้าวกระโดดอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้สินค้าเหล็กจากไทยถูกจับตามอง และสหรัฐอยู่ระหว่างเปิดการไต่สวนและบังคับใช้มาตรการภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) และภาษีตอบโต้การอุดหนุนสินค้าเหล็กจากไทยรวมทั้งสิ้น 4 คดี
ขณะที่กระทรวงพาณิชย์กำลังทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับกรม การค้าต่างประเทศ และคณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก แต่คงยังไม่เพียงพอ เพราะหากสงครามการค้าโลกปะทุ เกิดการตอบโต้ของคู่ค้ารายใหญ่ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐกับสหภาพยุโรป หรือสหรัฐกับจีน เมื่อช้างสารชนกัน หญ้าแพรกอย่างไทยต้องได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะฉะนั้นการดำเนินการจากกระทรวงพาณิชย์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
รัฐบาลควรตั้งวอร์รูมขึ้นมาเพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์การค้าโลกโดยเฉพาะ มาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งภาคเอกชน เพื่อเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมแผนพร้อมรองรับกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งมีความเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยในส่วนของแต่ละประเทศต่างเริ่มผนึกกำลังกันเพื่อตั้งกลุ่มเรียกร้องกับองค์การการค้าโลกโดยเฉพาะ
ด้านเศรษฐกิจภายในประเทศ รัฐบาลต้องเร่งเสริมความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก การสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการภายในประเทศ ด้วยการลดปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่จะกระทบต่อการค้าขายทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งมีหลายประเด็นที่ต้องเร่งแก้ไข เช่น พิกัดภาษีต่างๆ ที่ได้ล้าสมัย และมีผลต่อต้นทุนการดำเนินงานของเอกชน ส่งผลต่อศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
ประเด็นปัญหาต่างๆ เหล่านี้รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยอาจจะใช้วอร์รูมที่ตั้งขึ้น แก้ไขปัญหาทั้งภายในและภายนอกประเทศควบคู่กันไป เชื่อว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพลดอุปสรรคการค้าให้กับ ผู้ประกอบการได้ n







