posttoday
‘คริปโตเคอเรนซี’ ถึงเวลาที่คนไทยต้องเข้าใจ

‘คริปโตเคอเรนซี’ ถึงเวลาที่คนไทยต้องเข้าใจ

01 มีนาคม 2561

จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์เราเริ่มได้ยินเรื่องคริปโตเคอเรนซี ที่มีชื่อไทยๆ ว่า เงินสกุลดิจิทัล มาพักใหญ่แล้ว แม้ปัจจุบันสถานะของคริปโตเคอเรนซีไม่ใช่เงินตราที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายไทย ทางการยังไม่ยอมรับ และกำลังวางแนวทางกำกับ แต่คนไทยมิอาจปล่อยผ่านเรื่องคริปโตเคอเรนซีไป หรือรู้เพียงคริปโตเคอเรนซีคือเงินสกุลดิจิทัลเท่านั้นแล้วจบ

จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

เราเริ่มได้ยินเรื่องคริปโตเคอเรนซี ที่มีชื่อไทยๆ ว่า เงินสกุลดิจิทัล มาพักใหญ่แล้ว แม้ปัจจุบันสถานะของคริปโตเคอเรนซีไม่ใช่เงินตราที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายไทย ทางการยังไม่ยอมรับ และกำลังวางแนวทางกำกับ แต่คนไทยมิอาจปล่อยผ่านเรื่องคริปโตเคอเรนซีไป หรือรู้เพียงคริปโตเคอเรนซีคือเงินสกุลดิจิทัลเท่านั้นแล้วจบ

สิ่งที่ควรเกิดขึ้นเร็วที่สุดคือ "การตื่นตัวเรียนรู้" ในที่นี้ไม่ใช่ว่าทุกคนต้องรีบเข้าไปเปิดบัญชีซื้อขายคริปโตเคอเรนซี แต่หมายความว่า ใครยังไม่สนใจเรื่องคริปโตเคอเรนซี ให้เริ่มทำความรู้จักและเข้าใจคริปโตเคอเรนซีได้แล้ว ว่าสิ่งนี้คืออะไร เป็นเจ้าของสิ่งนี้ได้อย่างไร ผ่านช่องทางไหน เทคโนโลยีอะไรเกี่ยวข้องกับสิ่งนี้ แล้วมีโอกาสทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรกับชีวิตเราบ้าง

หนึ่งในหน่วยงานที่ไม่เกี่ยวข้องเรื่องคริปโตเคอเรนซีโดยตรง แต่เวลานี้ควรเกี่ยวข้องคือ หน่วยงานด้านการศึกษา ควรให้ความสำคัญ ให้ครู อาจารย์เร่งศึกษาเรื่องเหล่านี้ รวมทั้งควรกระตุ้นให้นักเรียน นักศึกษา ค้นคว้าข้อมูลศึกษาเรื่อง คริปโตเคอเรนซี เพราะเป็นวัยที่จะเข้าใจเรื่องราวของเทคโนโลยีได้เร็วที่สุด ซ้ำยังพึ่งพิงคนในวัยเหล่านี้ให้ความรู้ผู้ปกครองในบ้านได้ด้วย

เช่นเดียวกับ องค์กรการเงินทั้งภาครัฐและเอกชน ควรช่วยกันให้ความรู้เรื่องคริปโตเคอเรนซีแบบเข้าใจง่าย ในลักษณะที่ไม่ได้เชิญชวนไปลงทุน แต่ทำให้คนเข้าใจตัวเทคโนโลยี ซึ่งเวลานี้เอกชนอาจไม่กล้าทำมาก เพราะไม่แน่ใจว่าทำแล้วจะถูกหาว่าชวนคนลงทุนหรือไม่ ดังนั้นหน่วยงานรัฐควรออกโรงอธิบายเรื่องคริปโตเคอเรนซีแบบเข้าใจง่ายเสียก่อน ไม่ใช่แค่การทำผ่านออนไลน์ แต่ต้องควบคู่กับการเดินสายให้เข้าถึงคนในท้องถิ่นต่างๆ ที่มีโอกาสตกเป็นเหยื่อได้ง่าย

ย้อนกลับมาที่ตัวประชาชน ควรตื่นตัวเสาะหาความรู้ใหม่ตลอดเวลาโดยไม่ต้องรอใครมาป้อน เพื่อให้ตัวเองเท่าทันสิ่งที่จะมาเกี่ยวข้องกับชีวิตในวันข้างหน้า เพราะความรู้เป็นเกราะป้องกันชั้นดีของการถูกหลอกลวง ไม่มีใครช่วยให้เราพ้นจากการถูกหลอก ถูกโกงได้ดีเท่าเราหาความรู้เป็นเกราะป้องกันตัวเอง ซึ่งปัจจุบันการหลอกลวงเริ่มมีแล้ว เพราะมิจฉาชีพเห็นโอกาสจากความไม่รู้ของคน บวกกับจุดอ่อนของมนุษย์เรื่อง "ความโลภ" แอบอ้างนำเงินไปลงทุนคริปโตเคอเรนซี

เรื่องแบบนี้จะไม่เกิด หากคนศึกษาก่อน และศึกษาไปแล้วก็ยังอาจได้พบข้อดีของคริปโตเคอเรนซี ที่อาจนำความรู้นี้มาต่อยอด สร้างโอกาสให้กับชีวิตในอนาคตได้ด้วย

ทางด้าน วชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วย ผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุไว้น่าสนใจในการประชุมเชิงปฏิบัติการหัวข้อบิตคอยน์กับมาตรการในการกำกับดูแล ที่กระทรวงยุติธรรมจัดขึ้นวันก่อนว่า เทคโนโลยีทางการเงินของโลกมีโอกาสเปลี่ยนแปลงอีกมาก เราไม่สามารถห้ามเทคโนโลยีได้

ถึงวันนี้ยังระบุไม่ได้ว่า สุดท้ายโลกจะจบที่การใช้คริปโตเคอเรนซีแลกเปลี่ยนกันได้แบบไม่มีตัวกลางควบคุมเลย หรือจบที่การมีคริปโตเคอเรนซีที่ธนาคารกลางแต่ละประเทศออกมาเองเพื่อใช้เป็นตัวกลางทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนโดยที่ยังเชื่อมโยงเงินสกุล ท้องถิ่นของตัวเองอยู่ แต่สิ่งที่ต้องทำคู่กันไประหว่างนี้คือให้ความรู้ประชาชน

"เราอาจต้องเปิดให้คนเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ เพราะแค่พูดหรืออ่านอย่างเดียว คนอาจไม่เข้าใจ หากให้คนศึกษาด้วยการลงมือซื้อขายคริปโตเคอเรนซี คนจะมีประสบการณ์รู้จริงได้ด้วยตัวเองว่าอะไรเป็นความเสี่ยงหรือไม่เสี่ยง แต่ก่อนให้คนศึกษาด้วยการลงมือทำ ต้องมีการกำกับดูแลโดยใช้กฎหมายที่ยืดหยุ่น มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานทำงานร่วมกัน" วชิรา กล่าว

ขณะที่ ทิพยสุดา ถาวรามร รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีมุมมองสอดคล้องกันว่า การห้ามไม่ให้คนยุ่งกับคริปโตเคอเรนซี ไม่ใช่แนวทางที่ได้ผล ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ คนยิ่งแห่ไป การศึกษาและให้ความรู้ต่างหากที่ควรทำ เพื่อให้คนมีข้อมูลลึกกว่านี้ จะได้แยกแยะได้ว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์ สิ่งใดควรกลัวและระวังในคริปโตเคอเรนซี

สรุปแล้วในยุคดิจิทัลนี้ การชี้นิ้วบอกว่าสิ่งนี้ผิด อย่าทำ สิ่งนี้ถูก ทำได้ คงไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมนัก เพราะสุดท้ายคนปฏิบัติก็ไม่ได้เข้าใจแก่นแท้ว่า ทำไมจึงเรียกว่าผิดหรือถูก ทำไมจึงห้าม และบางคนชอบความท้าทายด้วยซ้ำกับการทำในสิ่งที่ถูกห้าม

การเปิดโอกาสให้สังคมเรียนรู้ด้วยตัวเองโดยเฝ้าดูอยู่ห่างๆ ผ่านการกำกับดูแลที่ยืดหยุ่น ไม่ไปตัดสินแทนว่าสิ่งนี้ถูกหรือผิดน่าจะเหมาะสมกว่า ซึ่งจากที่ฟังแนวทางหน่วยงานกำกับที่เกี่ยวข้องบางหน่วยงานก็มองไปในแนวทางนี้ แต่บางหน่วยงานก็ยังตั้งธงอยากกำกับเชิงห้ามปราม เพราะมองคริปโตเคอเรนซีเป็นสิ่งไม่ดีอยู่ ซึ่งมุมมองแบบนี้ใช้ไม่ได้ผลในยุคนี้ เพราะต่อให้ห้ามในไทย คนก็หาช่องทางไปข้องเกี่ยวได้อยู่ดีในโลกไร้พรมแดน

การศึกษาไทยยังต้องเปลี่ยนวิธีสอนตามตำราให้เด็กท่องจำ เป็นการให้เด็กเรียนรู้ด้วยตัวเอง ลงมือทำและแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพฉันใด เรื่องคริปโตเคอเรนซีก็ไม่ต่างกัน ต้องเริ่มที่การให้ความรู้ กระตุ้นคนไทยเรียนรู้ นำหน้าคำว่า "ห้าม" และ "กำกับ" จึงจะสร้างบุคลากรที่มีความคิดสร้างสรรค์พัฒนาสิ่งใหม่ๆ ทำให้ประเทศไทยไปสู่ยุคขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม (ไทยแลนด์ 4.0) ได้ ไม่ใช่เอะอะก็ห้ามๆๆ ซึ่งอาจฉุดไทยกลับไปสู่ยุค 0.4 แทน n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท