
หุ้นยุโรป...ยังไปไกล
จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ผู้บริหารสายงานธุรกิจบริการไพรเวทแบงค์ธนาคารกสิกรไทยหลังเกิดแรงเทขายในสินทรัพย์ทุกประเภททั่วโลก หรือ Global Market Sell-off ต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะราคาหุ้น พันธบัตร หรือน้ำมัน ล้วนติดลบ ในช่วงสั้นๆ ที่มาพร้อมการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ไปที่จุดสูงสุดในรอบหลายปีเข้าใกล้ 3% และความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐที่วัดด้วยดัชนี VIX (Volatility Index) วิ่งขึ้นแตะระดับ 34% จากค่าเฉลี่ยปีที่แล้วที่อยู่เพียง 11% ในช่วงเดียวกัน ตลาดหุ้นหลักในเอเชีย
จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ผู้บริหารสายงานธุรกิจบริการไพรเวทแบงค์ธนาคารกสิกรไทย
หลังเกิดแรงเทขายในสินทรัพย์ทุกประเภททั่วโลก หรือ Global Market Sell-off ต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะราคาหุ้น พันธบัตร หรือน้ำมัน ล้วนติดลบ ในช่วงสั้นๆ ที่มาพร้อมการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ไปที่จุดสูงสุดในรอบหลายปีเข้าใกล้ 3% และความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐที่วัดด้วยดัชนี VIX (Volatility Index) วิ่งขึ้นแตะระดับ 34% จากค่าเฉลี่ยปีที่แล้วที่อยู่เพียง 11% ในช่วงเดียวกัน ตลาดหุ้นหลักในเอเชีย
เช่น ดัชนี Nikkei 225 ของหุ้นญี่ปุ่นร่วงลงกว่า 8% และดัชนี HSCEI ของหุ้นจีนในตลาดฮ่องกงดิ่งลงกว่า 12% ขณะที่ดัชนี MSCI Europe ตลาดหุ้นยุโรปลดลงเพียง 5% ด้วยพื้นฐานเศรษฐกิจที่กำลังส่งสัญญาณฟื้นตัวแข็งแกร่งและกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ยังขยายตัวช่วยประคองให้นักลงทุนที่ถือหุ้นยุโรปไว้ไม่บาดเจ็บมาก
ดังนั้น นักลงทุนควรแสวงหากลยุทธ์ที่จะได้ประโยชน์จากการฟื้นและขยายตัวของเศรษฐกิจยุโรป ขณะเดียวกันก็ลดผลกระทบจากแรงกดดันของค่าเงิน โดยหลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มส่งออกที่พึ่งพารายได้จากต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่และหันมาโฟกัสที่หุ้นบริษัทขนาดเล็ก (Small Cap คือ บริษัทที่มีมูลค่าตลาด 300-2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 9,000-6.6 หมื่นล้านบาท) เพราะรายได้และกำไร ไม่ขึ้นกับการค้าต่างประเทศที่มักจะเสียเปรียบเมื่อเงินยูโรแข็งค่า
นอกจากนี้ ธุรกิจของบริษัทขนาดเล็กมักเน้นที่การบริโภคในประเทศ ซึ่งจะได้รับอานิสงส์โดยตรงจากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นทั้งจากเศรษฐกิจที่เติบโตดีและค่าเงินที่แข็งค่า โดยในสภาวะที่เศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่องได้ดี กำไรของบริษัทขนาดเล็กจะขยายตัวอย่างก้าวกระโดด
อีกหนึ่งเสน่ห์ของหุ้นบริษัทยุโรปขนาดเล็ก คือ โอกาสการควบรวมกิจการ เพราะบริษัทขนาดเล็กมักเป็นเป้าหมายของบริษัทขนาดใหญ่ที่แสวงหา Know-How หรือเทคโนโลยีใหม่อยู่เสมอ และส่วนใหญ่การเข้าครอบครองหรือควบรวมกิจการมักมีการจ่ายราคาที่สูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง ณ ปัจจุบันส่งผลให้ราคาหุ้นบริษัทเป้าหมายสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม หุ้นของบริษัทขนาดเล็กมักถูกมองข้ามจากนักลงทุนเพราะมีจำนวนนักวิเคราะห์คอยติดตามผลประกอบการและประเมินมูลค่าน้อยกว่าหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ นักลงทุนจึงขาดข้อมูลและบทวิเคราะห์ที่ดี บ่อยครั้งที่ราคาตลาดของหุ้นบริษัทขนาดเล็กต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน
ดังนั้น หุ้นบริษัทยุโรปขนาดเล็กจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการลงทุนที่ ไม่ควรมองข้าม โดยควรเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีทีมงานมืออาชีพคอย คัดสรรบริษัท ติดตามมูลค่าหุ้น ควบคุมความเสี่ยง และปรับพอร์ตอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาว
ด้านปัจจัยพื้นฐาน แม้ราคาจะปรับขึ้นแต่กำไรก็ปรับขึ้นตามเช่นกัน การคาดการณ์อัตราการเติบโตของกำไรหุ้นบริษัทยุโรปขนาดเล็ก ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับหุ้นบริษัทยุโรปขนาดใหญ่ และจากการรวบรวมผลการคาดการณ์พบว่านักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่ากำไรหุ้นบริษัทขนาดเล็กจะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 13-15% ต่อปี ในปี 2561 และ 2562 เทียบกับ 7-8% สำหรับหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ (ที่มา Bloomberg)







