
พลังงานทางเลือก อนาคตกำไรยังสดใส
ธุรกิจพลังงานทางเลือก ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีอนาคตสดใส ซึ่งที่่ผ่านมาจะเห็นว่าในหลายๆ บริษัทได้แตกไลน์เข้าสู่การทำธุรกิจพลังงานทางเลือก ทั้งในส่วนที่เป็นแสงอาทิตย์ ลม และชีวมวล ได้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย รวมถึงกิจการที่ธุรกิจดั้งเดิมมีอัตราการเติบโตที่ตีบตัน ก็จะขยายตัวเข้าสู่การทำธุรกิจพลังงานทางเลือก
ธุรกิจพลังงานทางเลือก ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีอนาคตสดใส ซึ่งที่่ผ่านมาจะเห็นว่าในหลายๆ บริษัทได้แตกไลน์เข้าสู่การทำธุรกิจพลังงานทางเลือก ทั้งในส่วนที่เป็นแสงอาทิตย์ ลม และชีวมวล ได้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย รวมถึงกิจการที่ธุรกิจดั้งเดิมมีอัตราการเติบโตที่ตีบตัน ก็จะขยายตัวเข้าสู่การทำธุรกิจพลังงานทางเลือก
นอกจากนี้ ในรอบปีที่ผ่านมาธุรกิจพลังงานทางเลือกที่เข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหลายบริษัท เช่น บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) บ้านปู เพาเวอร์ (BPP) บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) โดยเฉพาะ GULF ซึ่งถือว่าเป็นหุ้นไอพีโอที่มูลค่าระดมทุนขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม ลองมาดูผลดำเนินงานของธุรกิจพลังงานทางเลือกในรอบปี 2560 ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร และจากการรวบรวมผลการดำเนินงานของ บจ.ในกลุ่มนี้ 14 บริษัท พบว่ามีกำไรสุทธิรวม 2.54 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.88% จากปี 2559 ที่มีกำไรสุทธิ 1.92 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ จะเห็นว่า GULF เป็นบริษัทที่มีอัตราการเติบโตที่โดดเด่นสุด ซึ่ง บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ คาดว่าปีนี้และปี 2562 GULF จะมีกำไร 2,582 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากกำไรปกติ 2,457 ล้านบาท ในปี 2560 และปี 2562 เพิ่มเป็น 3,822 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48% โดยมีปัจจัยหนุนจาก 1.การผลิตเต็มปีของโรงไฟฟ้าใหม่ คือ ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ในบริษัทย่อยที่ทยอยเปิดผลิตในปี 2560-2561 กำลังผลิต 570.6 เมกะวัตต์ (MW) และกำลังผลิตใหม่ที่เพิ่มอีก 340.7 MW ในปี 2562 และกำไรจากธุรกิจโซลาร์รูฟท็อป (0.45 MW) ชีวมวล (25 MW) รวมถึงรับรู้ส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นของ GJP นอกจากนี้ ปี 2564-2567 กำลังผลิตและกำไรของบริษัทจะเติบโตได้อีกตามกำลังผลิตใหม่ของโรงไฟฟ้า IPP 2 แห่ง ในบริษัทย่อย IPD ที่เพิ่มขึ้น 3,710 MW ตามสัดส่วนที่ถืออยู่ 70% และมีสิทธิได้รับเงินปันผลในฐานะผู้ถือหุ้นจาก IPD 75%
ขณะที่บริษัทที่ถือว่าเป็นผู้ประกอบการรายแรกๆ ที่เข้าสู่การทำธุรกิจพลังงานทางเลือกคือ SPCG จะเห็นว่าอัตราการเติบโตไม่ได้สูงมากนักจากฐานการทำธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น โดยมีกำไรสุทธิโต 9.07% เช่นเดียวกับ EA ที่กำไรสุทธิโต 17.40% ซึ่งทั้ง EA และ SPCG ก็จะอยู่ระหว่างการขยายธุรกิจ โดย SPCG มีโครงการลงทุนใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น ขณะที่ EA จะขยายทำโรงงานแบตเตอรี่และจะทำนิคมอุตสาหกรรมในอนาคต
ปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BGRIM ได้แจ้งความคืบหน้าการเข้าทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายในโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร พ.ศ. 2560 ที่บริษัทได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้มีสิทธิเข้าทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย 7 โครงการ กำลังการผลิตรวม 30.83 MW โดยแบ่งเป็นโครงการร่วมลงทุนกับองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) 5 โครงการ
กำลังการผลิตรวม 23.58 MW และเป็นผู้สนับสนุนโครงการของสหกรณ์ภาคการเกษตร 2 โครงการ กำลังการผลิตรวม 7.25 MW โดย บี.กริม จะต้องทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายภายใน 120 วัน นับถัดจากวันที่ประกาศ หรือภายในวันที่ 2 มี.ค. 2561 ซึ่งบริษัทได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวงเรียบร้อยแล้ว
บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) คาดว่าแนวโน้มผลประกอบการของ BGRIM ในงวดไตรมาสแรกของปี 2561 คาดปรับตัวขึ้นจากไตรมาส 4 ปี 2560 เพราะจะมีโครงการ ABPR3 ซึ่งเป็นโครงการ SPP มีแผนเปิดดำเนินงานเดือน ก.พ. 2561 ช่วยหนุนผลประกอบการได้ในช่วงท้ายไตรมาส โดยคาดว่ากำไรจากการดำเนินงานเติบโต 56.5% ในปี 2561 เป็น 2,702 ล้านบาท
"บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผล 0.3 บาท/หุ้น คิดเป็นผลตอบแทน 1.0% (XD วันที่ 20 มี.ค. 2561) BGRIM มีการเติบโตของกำลังการผลิตเฉลี่ย 11% ต่อปี และยังมีโอกาสได้รับผลบวกโครงการอีอีซี จากฐานการผลิตที่อยู่ในภาคตะวันออก รวมถึงโอกาสโตในอาเซียน จะทยอยเข้ามาในไตรมาส 2 จากการพิจารณาปรับค่าเอฟที ที่มีโอกาสเพิ่มขึ้นตามราคาก๊าซ ยังคงแนะนำซื้อ"
อมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร EA กล่าวว่า แผนการดำเนินงานในปี 2561-2562 เตรียมใช้งบลงทุน 2.47 หมื่นล้านบาท รองรับการขยายธุรกิจ โดยการลงทุนจะมีทั้งการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานลมขนาด 260 MW ที่มีอยู่เดิมให้แล้วเสร็จ โรงงานผลิตแบตเตอรี่เฟส 1 ขยายการลงทุนในสายธุรกิจไบโอดีเซล ทำสถานีชาร์จไฟฟ้าสำหรับรถยนต์และการทำ R&D ในธุรกิจใหม่ๆ
นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมขออนุมัติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นสำหรับการจ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 0.20 บาท และการออกหุ้นกู้วงเงินไม่เกิน 2 หมื่นล้านบาท เพื่อความพร้อมสำหรับการลงทุนในโครงการต่างๆ และการจัดโครงสร้าง







