
สงครามการค้าฉุดดอลลาร์
โพสต์ทูเดย์ - หวั่นเซฟการ์ดฉุดเศรษฐกิจ กดดอลลาร์ระยะสั้น-ยาว ขณะจีนและยุโรปพร้อมตอบโต้การค้า
โพสต์ทูเดย์ - หวั่นเซฟการ์ดฉุดเศรษฐกิจ กดดอลลาร์ระยะสั้น-ยาว ขณะจีนและยุโรปพร้อมตอบโต้การค้า
รอยเตอร์สรายงานว่า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอาจร่วงลงหนักหากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้มาตรการเซฟการ์ดขึ้นภาษีเหล็ก 25% และอะลูมิเนียม 10% จากทั่วโลก เนื่องจากจะทำให้ตลาดกังวลต่อสภาพเศรษฐกิจสหรัฐและโลก และยังอาจเป็นอุปสรรคขวางเงินทุนไหลเข้าสหรัฐหลังจากนี้
นายมาร์ค แม็คคอร์มิค หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราแลกเปลี่ยนภาคพื้นอเมริกาเหนือของบริษัท ทีดี ซีเคียวริตี้ส์ เปิดเผยว่า สถานะของสหรัฐในขณะนี้กำลังอยู่ในสภาพที่ล่อแหลม เนื่องจากมาตรการเซฟการ์ดถือเป็นการปกป้องการค้าและเป็นปัจจัยลบต่อการเติบโต จึงทำให้สินทรัพย์สหรัฐมีความเสี่ยงสูงขึ้น
ขณะที่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายระบุว่า ในระยะสั้นอาจทำให้นักลงทุนหนีดอลลาร์หันไปถือสินทรัพย์อื่นที่มีความปลอดภัยมากกว่า และในระยะยาวนั้นมาตรการนี้อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติตอบโต้ด้วยการลดการลงทุนในตลาดพันธบัตรสหรัฐ
ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบในช่วงที่สหรัฐใช้มาตรการกำแพงภาษีเมื่อปี 2002 และ 1995 พบว่า ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเฉลี่ยราว 15% แม้ว่าจะมีปัจจัยอื่นกดดันด้วยก็ตาม
ด้าน นายจางเย่สุย ประธานสภาประชาชนแห่งชาติของจีน กล่าวว่า จีนไม่ต้องการทำสงครามการค้ากับสหรัฐ แต่จีนก็พร้อมดำเนินมาตรการตอบโต้หากสหรัฐยังคงตัดสินใจใช้มาตรการเซฟการ์ด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของจีน ขณะที่ผู้แทนด้านการค้าของจีนและสหรัฐจะเปิดการเจรจากันอีกครั้งที่กรุงปักกิ่งในเร็วๆ นี้
สำหรับท่าทีของจีนมีขึ้นภายหลังนายฌอง-โคลด จุงเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) กล่าวว่า อาจดำเนินมาตรการตอบโต้ด้วยการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าบางประเภทจากสหรัฐ เช่น รถจักรยานยนต์แบรนด์ ฮาร์เลย์ เดวิดสัน และเสื้อผ้าแบรนด์ลีวายส์
ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวตอบโต้ยุโรปผ่านทางทวิตเตอร์ว่า หากอียูตั้งกำแพงภาษีกับบริษัทสัญชาติอเมริกันเพิ่มเติมอีก สหรัฐก็จะตั้งกำแพงภาษีรถนำเข้าจากยุโรปเพิ่ม เนื่องจากปัจจุบันรถยุโรปทะลักเข้ามาในตลาดสหรัฐอย่างเสรีและกระทบต่อการแข่งขันของรถอเมริกัน
ขณะที่บริษัทรถยนต์หลายแห่ง อาทิ ฮอนด้า มอเตอร์ ระบุว่า มาตรการเซฟการ์ดจะส่งผลกระทบ ทำให้ราคารถยนต์ทั้งในและนอกสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น และทำให้ผู้บริโภคต้องเผชิญภาระทางการเงินเพิ่ม ส่วนบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ระบุว่า มาตรการ ดังกล่าวจะทำให้เกิดผลกระทบมหาศาลต่ออุตสาหกรรมยานยนต์







