
จะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามี QE2
.....จิตรา อมรธรรม
ในช่วงประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ได้สร้าง
“ความคาดหวัง” ให้กับตลาดมากขึ้นหลังจากเป็นที่พูดถึงกันก่อนหน้านี้มาพักหนึ่งแล้วในเรื่องการออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบ 2 (Quantitative Easing 2 หรือ QE2) ตามแถลงการณ์ของการประชุมครั้งล่าสุด ว่า Fed อาจมีมาตรการเพิ่มเติมหากเศรษฐกิจสหรัฐยังทรุดลงไปอีกการคาดการณ์ดังกล่าวของตลาดยังถูกตอกย้ำจากการที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ประกาศมาตรการทางการเงินเพิ่มเติม โดยการตั้งกองทุนมูลค่า 5 ล้านล้านเยน (6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ) เพื่อเข้าไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลและสินทรัพย์อื่นๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกเหนือจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ในช่วง 00.1% จากเดิม 0.1% ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี
หากจะพูดถึงความจำเป็นของมาตรการ QE2 ซึ่งเป็นเสมือนดาบสองคมแล้ว สหรัฐไม่มีทางเลือกมากนักกับสภาพเศรษฐกิจที่ขยายตัวเพียง 1.62.0% ต่อปี อัตราการว่างงานที่สูงถึง 9.6% ยอดขายบ้านที่ปรับลง แม้ว่าราคาบ้านวันนี้จะลดลง 12% จากปีก่อนแล้ว ยอดค้าปลีกที่ลดลง ดัชนีภาคการผลิต (ISM) ที่ชะลอตัว แม้ว่าการเพิ่มปริมาณเงินในระบบจะต้องแลกกับค่าเงินดอลลาร์ที่เสื่อมค่าลงในระยะกลาง
–ยาว และอัตราเงินเฟ้อที่จะสูงขึ้นมาก (หากไม่มีมาตรการป้องกันอย่างทันท่วงที) ทั้งนี้ตลาดคาดการณ์ว่า Fed จะประกาศมาตรการ QE ในการประชุมครั้งถัดไปคือในวันที่ 2–3 พ.ย.นี้ผลของการที่รัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลกพร้อมใจกันอัดฉีดเม็ดเงินมหาศาลอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน (คิดเป็น 3.2% ของ GDP โลก) เข้ามาในระบบเพื่อแก้ปัญหาวิกฤต Subprime ในปี 2550
–2551 พร้อมทั้งกดดอกเบี้ยให้ต่ำเป็นประวัติการณ์เพื่อเสริมสภาพคล่อง ส่งผลให้หุ้นในตลาดเกิดใหม่ปรับตัวขึ้นรวดเดียวแทบจะเป็นเส้นตรงตั้งแต่ปี 2552 ที่ผ่านมา เห็นได้จาก MSCI EM ที่ปรับตัวขึ้น 94% (ตั้งแต่ต้นปี 2552 ถึงปัจจุบัน) ราคาน้ำมันปรับขึ้น 79% ราคาทองปรับขึ้น 54% ดัชนี SET ปรับขึ้นถึง 104% ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ 14% เงินเยนแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์จนเข้าขั้นวิกฤต เช่นเดียวค่าเงินในเอเชียที่กำลังเผชิญวิกฤตค่าเงินแข็งค่าอยู่ในขณะนี้แม้จะยังไม่ทราบขนาดของ QE2 (ตลาดกำลังคาดการณ์จากข้อเสนอของรองประธานธนาคารกลางที่พูดถึงเม็ดเงิน 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) แต่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับราคาของสินทรัพย์ต่างๆ จะไม่ต่างจากสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ โดยแบ่งผลกระทบของมาตรการ QE2 ออกเป็น 2 กรณีคือ
1.หากมาตรการ QE2 ไม่เป็นผล เศรษฐกิจสหรัฐไม่ฟื้นอย่างที่ควรจะเป็น เม็ดเงินที่พิมพ์ออกมาจนท่วมล้นระบบจะไหลไปสู่ที่ที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ซึ่งไม่พ้นตลาดหุ้นในตลาดเกิดใหม่ เช่นตลาดในภูมิภาคเอเชียที่เศรษฐกิจแทบไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินในช่วงที่ผ่านมา สภาพคล่องดังกล่าวจะมีบทบาทมากกว่าปัจจัยพื้นฐานของหุ้น ค่าเงินในเอเชียจะแข็งค่ามากขึ้นไปอีก การส่งออกจะได้รับผลกระทบหนักกว่าที่เป็นอยู่ อย่างไรก็ตามประเทศต่างๆ ในเอเชียต่างพยายามปรับตัว โดยลดการพึ่งพาการส่งออก และหันมาขยายเศรษฐกิจด้วยการบริโภคภายในประเทศกันอยู่แล้ว นอกจากนี้สินทรัพย์อื่นจะมีราคาสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นตลาดพันธบัตร น้ำมัน ทองคำ และโภคภัณฑ์ และสุดท้ายฟองสบู่ก็จะเกิดกับสินทรัพย์เหล่านี้หากราคาปรับตัวจนสูงมากเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานจะรองรับได้
2.หากมาตรการ QE ประสบผลสำเร็จ เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัว และแข็งแรงพอที่จะเพิ่มการบริโภคสินค้าที่นำเข้าจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ ซึ่งก็เป็นผลดีต่อการส่งออกของเราด้วย ขณะเดียวกัน
“ภารกิจ” ที่ธนาคารกลางสหรัฐต้องทำอย่างเร่งด่วนต่อไปคือ การดูดซับสภาพคล่องออกจากระบบได้ทันก่อนจะเกิดปัญหาเงินเฟ้อวิกฤตสูงตามมาจะเห็นว่ามาตรการ QE2 ของ Fed ล้วนเป็นบวกกับประเทศเกิดใหม่รวมถึงไทยไม่ว่ามาตรการจะประสบความสำเร็จหรือไม่ก็ตาม ถ้า QE2 ไม่เป็นผล ผลบวกที่เราจะได้รับจะเป็นระยะสั้น (มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับขนาดของเม็ดเงิน QE2) สภาพคล่องที่ล้นระบบจะหลั่งไหลเข้ามายังตลาดหุ้น โภคภัณฑ์ รวมถึงตลาดพันธบัตร แต่ก็พร้อมจะเกิดฟองสบู่แตก หรือเม็ดเงินไหลกลับไปยังที่ที่ปลอดภัย (พันธบัตรหรือการถือครองเงินสกุลดอลลาร์) ได้ทันทีเมื่อนักลงทุนเกิดความกลัวในเรื่องอะไรก็ตาม กรณีนี้การเคลื่อนย้ายเม็ดเงินจะเป็นไปอย่างผันผวนรุนแรง แต่หาก QE2 ประสบผลสำเร็จ เสถียรภาพของการลงทุนจะกลับมา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในระยะยาว
ดังนั้น ไม่ว่า QE2 จะได้ผลหรือไม่ ตลาดหุ้นไทยก็เตรียมพร้อมไป 1,000 จุด เว้นเสียแต่ว่า Fed จะไม่ออกมาตรการดังกล่าว







