
คุณสมบัติชาวพุทธ เพื่อการรักษาพระศาสนา (จบ)
วันนี้เป็นตอนจบของบทความเรื่องนี้ ผู้อ่านที่ติดตามเรื่องนี้เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 ก.พ. ก็จะรู้เนื้อหาที่ผมเขียน
โดย น.อ.ทองย้อย แสงสินชัยภาพ วรธาร ทัดแก้ว
วันนี้เป็นตอนจบของบทความเรื่องนี้ ผู้อ่านที่ติดตามเรื่องนี้เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 ก.พ. ก็จะรู้เนื้อหาที่ผมเขียน สำหรับท่านที่เพิ่งมาเจอบทความนี้ก็อาจจะต้องหาฉบับวันอาทิตย์ที่ 25 ก.พ.มาอ่าน เพื่อปูพื้นก่อนจึงจะเข้าใจได้สมบูรณ์ และการที่ต้องแบ่งเป็นสองตอนเพราะพื้นที่คอลัมน์ไม่พอที่จะลงในคราวเดียว เลยต้องแบ่งเป็นสองตอน
(ต่อจากอาทิตย์ที่ 25 ก.พ.) ต่อไปเราจะต้องร่วมมือกัน หรือชาวพุทธเราจะต้องร่วมมือกัน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่-เราไม่รู้ว่าจะต้องร่วมมือกัน แต่ปัญหาอยู่ที่-เราไม่ร่วมมือกันเอง รู้หรือไม่รู้เราก็ไม่ร่วมมือ กัน ใครจะชักชวนอย่างไร พรรณนาอานิสงส์อย่างไร เราก็ไม่ร่วมมือกันอยู่ดี เพราะทุกคนคิดว่าไม่ใช่หน้าที่ของข้าพเจ้า แต่เป็นหน้าที่ของคนนั้น คนโน้น คนไหนก็ไม่รู้แหละ แต่ไม่ใช่ข้าพเจ้าก็แล้วกัน
เพราะฉะนั้น ถ้าปรารถนาดีต่อพระพุทธศาสนาจริงๆ เอาเวลาที่พูดว่า "เราจะต้องร่วมมือกัน" หรือ "ชาวพุทธเราจะต้องร่วมมือกัน" นั้นไปคิดหาวิธี ทำดีกว่า คือ คิดหาวิธีทำว่า ทำอย่างไรชาวพุทธเราจึงจะร่วมมือกัน หรือ ทำอย่างไรพวกเราจึงจะร่วมมือกันได้ จริงๆ จะพูดประโยคนั้นด้วยก็ได้ถ้าอยากพูด แต่โปรดเข้าใจว่าหน้าที่ของ ผู้ปรารถนาดีต่อพระพุทธศาสนาจริงๆ ไม่ได้จบแค่พูดจบ แต่ยังจะต้องทำอย่างอื่น ต่อไปอีกมาก
ทั้งหมดที่ว่ามา เป็นส่วนที่เราต้องรู้ความจริง ยอมรับความจริง ว่าเราเป็นอย่างนี้ และเราควรเป็นอย่างไร เมื่อรู้ว่าเราเป็นอย่างนี้-หรือพวกเราก็มักเป็นเสียอย่างนี้-แล้วคราวนี้ก็มาถึงเรื่องที่เราจะต้องทำ เรื่องที่เราจะต้องทำที่ผมจะพูดต่อไปนี้ ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความจริงที่กล่าวมาแล้ว และความจริงข้อที่เป็นตัวหลักแห่งปัญหาก็คือ เราไม่ชอบร่วมมือกัน แต่เราชอบคิดว่าเรื่องนั้นเป็นหน้าที่ของคนอื่น ไม่ใช่หน้าที่ของเรา
เพราะฉะนั้น เรื่องที่เราจะต้องทำ ต่อไปนี้ จึงสามารถทำได้ตามลำพัง ไม่ต้อง ร่วมมือกับใครก็ทำได้ ไม่ต้องรอใคร ไม่ต้องขอความร่วมมือจากใคร ไม่ต้องไปร่วมมือกับใคร และไม่ต้องรอให้คนนั้น คนนี้มาถึงหรืออยู่ที่นี่เสียก่อนจึงจะทำได้ ไม่มีใครเลย มีแต่เราคนเดียวก็ทำได้ แต่ข้อสำคัญที่สุด ต้องลงมือทำจริงๆ ไม่ใช่เอาแต่นั่งคิด แต่ไม่ลงมือทำ
เรื่องที่เราจะต้องทำต่อไปนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ผมนั่งเทียนจินตนาการขึ้นมาเอง แต่ผมอัญเชิญเอามาจากมหาปรินิพพานสูตรในพระไตรปิฎก (ทีฆนิกาย มหาวรรค พระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 95) ขอสรุปเรื่องสั้นๆ นิดหนึ่งครับ
เมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้แล้ว พญาวสวัตดีมารได้เข้าไปกราบทูลว่า บัดนี้พระองค์ก็ได้ตรัสรู้สมความปรารถนาแล้ว ไม่มีกิจที่จะต้องทำอีกต่อไปแล้ว ขอให้ปรินิพพานเสียเถิด พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า พระองค์ขอเวลาประกาศธรรมที่ได้ตรัสรู้นี้สักระยะหนึ่งก่อน เมื่อพุทธบริษัท มีความรู้ความสามารถที่จะรักษาพระศาสนาสืบต่อไปได้แล้วพระองค์ก็จะปรินิพพาน แล้วพระพุทธองค์เสด็จประกาศพระศาสนา อยู่ 45 พรรษา จนมีพุทธบริษัทแพร่หลายพรั่งพร้อมแล้ว พญาวสวัตดีมารก็ได้เข้าไปกราบทูลทวงสัญญา
ตามคำของมารที่กราบทูล เป็นอันพระพุทธองค์ทรงยอมรับว่า บัดนี้ พุทธบริษัทมีความสามารถที่จะรักษา พระธรรมวินัยสืบอายุพระพุทธศาสนา ต่อไปได้แล้ว จึงตกลงพระทัยที่จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน
คำของมารที่กราบทูลเฉพาะความตอนที่แสดงคุณสมบัติของพุทธบริษัทมีว่าดังนี้
เอตรหิ โข ปน ภนฺเต ภิกฺขู ภควโต สาวกา ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็บัดนี้ ภิกษุ (ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา) ผู้เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า วิยตฺตา เป็นผู้ฉลาด วินีตา ได้รับแนะนำดีแล้ว วิสารทา เป็นผู้แกล้วกล้า พหุสฺสุตา เป็นพหูสูต ธมฺมธรา เป็นผู้ทรงธรรม ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺนา ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม สามีจิปฏิปนฺนา เป็นผู้ปฏิบัติชอบ อนุธมฺมจาริโน ประพฤติตามธรรม สกํ อาจริยกํ อุคฺคเหตฺวา เรียนกับอาจารย์ของตนแล้ว
อาจิกฺขนฺติ เทเสนฺติ ปญฺญเปนฺติ ปฏฺฐเปนฺติ วิวรนฺติ วิภชนฺติ อุตฺตานีกโรนฺติ-ย่อมบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ตื้นได้ อุปฺปนฺนํ ปรปฺปวาทํ สหธมฺเมน สุนิคฺคหิตํ นิคฺคเหตฺวา สปฺปาฏิหาริยํ ธมฺมํ เทเสนฺติ-แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ข่มขี่ปรัปวาทที่เกิดขึ้นได้โดยสหธรรมเรียบร้อย
นี่คือคุณสมบัติของพุทธบริษัท ที่พระพุทธองค์ทรงรับรองว่าจะสามารถรักษาสืบทอดพระพุทธศาสนาเอาไว้ได้
ขอความกรุณากลับไปอ่านซ้ำอีกหลายๆ เที่ยว แล้วลองสรุปดูว่าคุณสมบัติของพุทธบริษัทที่พระพุทธองค์ทรง รับรองว่าจะสามารถรักษาสืบทอด พระพุทธศาสนาเอาไว้ได้นั้นมีอะไรบ้าง สำหรับผมขออนุญาตถอดความออกมาตามสติปัญญา เป็นหลักปฏิบัติหรือหน้าที่ของชาวพุทธได้ดังนี้ 1.ศึกษา เล่าเรียน 2.พากเพียรปฏิบัติ 3.เคร่งครัดบำรุง 4.มุ่งหน้าเผยแผ่ 5.แก้ไขให้หมดจด และขออนุญาตขยายความสั้นๆ
1.ศึกษาเล่าเรียน ค้นคว้าอ่านเขียนเรียนพระธรรมสม่ำเสมอ อันไหนเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า อันไหนไม่ใช่ อย่าคิดเป็นอันขาดว่ารู้แล้ว 2.พากเพียรปฏิบัติ อย่าเรียนเพื่อรู้อย่างเดียว ลงมือปฏิบัติด้วย คุณธรรมใดๆ ที่ยังไม่มีในตน ขวนขวายบำเพ็ญให้เกิดมี ที่มีแล้วทำให้มีมากยิ่งๆ ขึ้นไป 3.เคร่งครัดบำรุง จะดีจะชั่วอย่างไร อย่าทิ้งวัด อย่าทิ้ง พระ อย่าเอาความบกพร่องของท่านมาทำให้เราบกพร่องต่อหน้าที่ของเราไปอีกคนหนึ่ง ถ้าพวกเราไม่ดูแลกันเอง แล้วจะหวังให้ใครเขาเห็นใจ คนเก่าท่านสอนว่า ถ้าไม่ศรัทธาที่จะไหว้พระ ก็ขอให้มีศรัทธา ที่จะไหว้ผ้าเหลืองอันเป็นธงชัยของ พระอรหันต์
4.มุ่งหน้าเผยแผ่ ช่วยกันประกาศพระธรรมวินัยที่ถูกต้องทุกโอกาสทุก ช่องทางที่สามารถทำได้ แนะนำสั่งสอนคนในครอบครัว ขยายไปถึงญาติมิตรใน วงกว้างออกไป นั่นหมายถึงว่าต้องหา ความรู้ไว้ให้พอด้วย 5.แก้ไขให้หมดจด ใครสอนผิด พูดผิด และประพฤติผิดต่อพระรัตนตรัย อย่าปล่อยให้ผ่านไปโดยคิดว่าไม่ใช่ธุระที่จะไปทักท้วงชี้แจง ตรงกันข้าม ต้องถือว่าเป็นธุระโดยตรงที่จะต้องช่วยกันแก้ไข
นี่คือภารกิจของแต่ละคนที่จะต้องทำ นี่คือคำตอบที่ถามว่า-แล้วเราจะทำอย่างไรกัน ภารกิจเหล่านี้ ชาวพุทธจะอ้างไม่ได้อีกแล้วว่า ไม่ใช่หน้าที่ของข้าพเจ้า
จะทำได้กี่ข้อ ทำได้มากได้น้อย ไม่เป็นประมาณ แต่ต้องทำ ต้องพยายามทำ และต้องลงมือทำทันที เดี๋ยวนี้และตลอดไป ใครที่ไม่ทำภารกิจเหล่านี้ อย่ามาเสนอหน้าว่าข้าพเจ้าเป็นชาวพุทธ ทำเต็มความสามารถแล้ว ถ้ายังไม่อาจจะรักษาพระศาสนาไว้ได้ ก็ไม่ต้องเสียใจอะไรเลย แต่มีสิทธิที่จะภาคภูมิใจว่า เราได้ทำหน้าที่ของเราแล้ว
ใครจะนั่งรอให้บัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติอยู่ตรงนี้ก็เชิญรอไปเถิด เป้าหมายอยู่ข้างหน้า ผม ไม่รอล่ะ







