posttoday
หุ่นยนต์ บาริสต้า และอนาคตของร้านกาแฟในศตวรรษนี้

หุ่นยนต์ บาริสต้า และอนาคตของร้านกาแฟในศตวรรษนี้

28 กุมภาพันธ์ 2561

เรื่อง เอกศาสตร์ สรรพช่างภาพ รอยเตอร์สหลายวันก่อนผมไปอ่านเจอเรื่องการแบ่งเจเนอเรชั่นของคน ซึ่งนักการตลาดและสื่อมวลชนพยายามที่จะซอยยุคสมัยของคนให้ละเอียดมากขึ้นกว่าเดิมที่มีแต่เบบี้บูม เจนเอ็กซ์ เจนวาย หรือมิลเลนเนียลเท่านั้น ผมคิดว่าคงเป็นด้วย เพราะความสามารถในการเก็บฐานข้อมูลในปัจจุบัน ทำให้นักการตลาดเห็นชัดเจนมากขึ้นว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมนั้นมันมีมากกว่าเดิม และการแยกย่อยได้มากเท่าไร ก็อาจจะเป็นประโยชน์ทั้งแง่ของประชากรศาสตร์และการตลาดสมัยใหม่ อีกทั้งความแตกต่างและร่วมสมัยกันบางอย่างก็น่าสนใจและน่าจะเอาไปใช้ประโยชน์ได้

เรื่อง เอกศาสตร์ สรรพช่างภาพ รอยเตอร์ส

หลายวันก่อนผมไปอ่านเจอเรื่องการแบ่งเจเนอเรชั่นของคน ซึ่งนักการตลาดและสื่อมวลชนพยายามที่จะซอยยุคสมัยของคนให้ละเอียดมากขึ้นกว่าเดิมที่มีแต่เบบี้บูม เจนเอ็กซ์ เจนวาย หรือมิลเลนเนียลเท่านั้น ผมคิดว่าคงเป็นด้วย เพราะความสามารถในการเก็บฐานข้อมูลในปัจจุบัน ทำให้นักการตลาดเห็นชัดเจนมากขึ้นว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมนั้นมันมีมากกว่าเดิม และการแยกย่อยได้มากเท่าไร ก็อาจจะเป็นประโยชน์ทั้งแง่ของประชากรศาสตร์และการตลาดสมัยใหม่ อีกทั้งความแตกต่างและร่วมสมัยกันบางอย่างก็น่าสนใจและน่าจะเอาไปใช้ประโยชน์ได้

อย่างรุ่นผมวัย 40 ต้นๆ หากแบ่งตามยุคเดิมผมจะอยู่ในช่วงของเจนเอ็กซ์ แต่ตอนนี้ก็เริ่มมีการพูดถึงมากขึ้นเรื่องยุคสมัยของพวกเซ็นเนียล (Xennial) ซึ่งเป็นคนรุ่นที่เกิดระหว่างปี 1976-1983 เพราะมีความจำเพาะเจาะจงบางอย่าง ถือว่าเป็นรุ่นที่เกิดมามีชีวิตตั้งแต่ไม่มีเทคโนโลยีอะไรเลย อยู่มาจนกระทั่งเป็นคนร่วมสมัยกับกลุ่มมิลเลนเนียลได้ เช่นเดียวกันผมคิดว่าเด็กที่เกิดในยุคนี้ ผมคิดเอาเองนะครับว่าพวกเขาน่าจะเป็นมนุษย์รุ่นแรก ที่จะเติบโตมาพร้อมกับหุ่นยนต์ในรูปแบบต่างๆ เพราะจะเป็นมนุษย์รุ่นแรกที่เกิดมาร่วมรุ่นกับ หุ่นยนต์ ในอนาคตพวกเขาก็น่าจะชินกับการใช้งาน หรือมีปฏิสัมพันธ์กับหุ่นยนต์ได้ดีกว่าคนรุ่นผมอย่างแน่นอน (รุ่นเราอาจ มองหุ่นยนต์เป็นปฏิปักษ์อยู่ลึกๆ หุ่นยนต์เป็นสิ่งที่ค่อยๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนเรามากขึ้นเรื่อยๆ นะครับ)

เมื่อสักสองสามปีก่อน ผมอ่านเจอบทความเรื่องที่ว่าเกาหลีใต้และญี่ปุ่นมีแผนที่จะเพิ่มแรงงานที่เป็นหุ่นยนต์ให้มีสัดส่วนมากกว่าตอนนี้ ซึ่งเดี๋ยวนี้อยู่ที่ประมาณไม่เกิน 8 ตัว/แรงงานคน 100 คน แต่เขาพบว่าการลงทุนในเทคโนโลยีนั้นคุ้มกว่า (หมายถึงว่าถ้าเป็นแรงงานที่ต้องทำงานอะไรซ้ำๆ) มาก เพราะไม่ต้องลาป่วย ไม่มีสวัสดิการที่ต้องดูแล ไม่ต้องปวดหัวเรื่องความรู้สึกของคนที่มีมากกว่าหุ่นยนต์ ลดปัญหาได้มากกว่า แม้ว่าจะต้องลงทุนในตอนแรกที่มากกว่าก็ตาม ความคิดแบบนี้เราอาจนึกภาพว่าเป็นโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มีเครื่องจักร แขนกลยุ่บยั่บ แต่จริงๆ แล้วหุ่นยนต์สมัยใหม่ดูเป็นมิตรมากขึ้นมาก และเรื่องแบบนี้ก็กำลังจะเกิดขึ้นในร้านกาแฟเช่นกัน

เฮนรี ฮู นักศึกษาด้านผู้ประกอบการและเทคโนโลยี จากมหาวิทยาลัยแบบสัน Babson College ตัดสินใจหยุดเรียนกลางคันหลังจากที่เขาได้รับทุนจาก Thiel Fellowship ในปี 2016 ที่มอบทุน 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ ให้กับนักศึกษาที่อยากเป็นผู้ประกอบการและมีความคิดเข้าท่า เขาได้รับทุนเพื่อทำ Cafe X ร้านกาแฟที่เสิร์ฟกาแฟด้วยหุ่นยนต์ ในซานฟรานซิสโก ปัจจุบันเขาเปิดร้านกาแฟที่มีหุ่นยนต์ทำหน้าที่เป็นบาริสต้าในร้าน ร้านแรกเขาเปิดเมื่อเดือน ม.ค. 2017 ที่ Metreon Shopping Center และปีนี้เขาเปิดเพิ่มอีกหนึ่งสาขาที่ Market Street

ร้านกาแฟที่เสิร์ฟด้วยหุ่นยนต์ต่างจากเครื่องชงกาแฟอัตโนมัติที่เราเดินไปกดอย่างไร นอกเหนือจากที่มันทำอะไรได้หลากหลายได้ในครั้งเดียวกัน เช่น รับคำสั่งซื้อกาแฟจากแอพพลิเคชั่น หรือแท็บเล็ตได้ จัดคิวลูกค้าอัตโนมัติ และลูกค้ายังสามารถเลือกเมนูได้หลากหลายมากกว่าเครื่องชงอัตโนมัติ

มิสเตอร์ฮูจะรู้ดีว่าการเปิดร้านกาแฟหุ่นยนต์จำเป็นจะต้องมีเอกลักษณ์ที่ แตกต่างมากกว่าแค่เอาหุ่นยนต์มาตั้ง แล้วชงกาแฟเท่านั้น เขาเลือกใช้กาแฟจาก สามแบรนด์ท้องถิ่นที่ได้รับการยอมรับในซานฟรานซิสโก และยังให้บาริสต้าเข้ามาเป็นที่ปรึกษาในการออกแบบเมนูและเลือกวัตถุดิบสำหรับการทำกาแฟ จากนั้น ก็ออกแบบเมนูทั้งหมด 12 เมนู ลูกค้ายังสามารถเลือกระดับความหวานของไซรัปและชนิดของนมได้อีกด้วย

ด้วยโมเดลธุรกิจนี้มิสเตอร์ฮูเจ้าของ Cafe X คำนวณไว้แล้วว่าค่าลงทุนสำหรับเฉพาะตัวหุ่นยนต์นั้นอยู่ที่ประมาณ 2.5 หมื่นดอลลาร์ หรือประมาณ 8 แสนบาท แต่เขาก็บอกว่าคุ้มมาก เมื่อเทียบกับการที่ต้องบริหารคนที่มาเป็นบาริสต้า เนื่องจากมีความเสี่ยงมากกว่า เช่น มาทำงานไม่ตรงเวา ลาป่วย หรือทำงานผิดพลาด เกิดความสกปรกในร้าน ฉะนั้นในระยะยาวแล้วการบำรุงรักษาหุ่นยนต์จึงดูจะคุ้มค่ามากกว่า

เชื่อว่าการเกิดขึ้นของ Cafe X ทำให้ร้านกาแฟสาขาก็น่าจะเริ่มจับตามองว่าทิศทางมันจะไปทางไหน ลูกค้าให้การตอบรับดีไหม (แต่เท่าที่ดูที่มีลูกค้าไปรีวิวไว้ใน Yelp ก็ดูเหมือนเสียงตอบรับนั้นดีทีเดียว) ส่วนตัวคิดว่า ร้านกาแฟหุ่นยนต์เหมาะกับร้านบางรูปแบบ เช่น ร้านกาแฟที่อยู่ใต้ตึกเป็นซุ้มกาแฟ หรือร้านกาแฟที่อยู่ในเขตธุรกิจ ที่ค่าเช่าค่อนข้างสูงและลูกค้าต้องการความรวดเร็วในการบริการ เพราะต้องการรู้เวลาแน่นอนในการได้รับกาแฟ ร้านแบบนี้ตอบโจทย์ได้ดีกว่า แต่ร้านกาแฟที่เป็น Specialty Store หรือร้านกาแฟที่ขายความสามารถของบาริสต้าและเชื่อเรื่องการปฏิสัมพันธ์กันของมนุษย์ว่ามีคุณค่ามากกว่านั้น ก็ยังคงมีอยู่แน่นอน ซึ่งน่าประหลาดใจเล็กน้อยที่มิสเตอร์ฮูไม่ได้เป็นพวก คอกาแฟ เขาไม่รู้จักธุรกิจนี้เลยจนกระทั่งมาทำ Cafe X

อย่างไรก็ดี เราหลีกเลี่ยงหุ่นยนต์ไม่พ้นนะครับ เชื่อขนมกินได้เลยว่าธุรกิจนี้โตแน่นอนและจะเป็นแนวโน้มในอนาคตด้วย สิ่งสำคัญที่บาริสต้า (จริงๆ ต้องบอกว่ามนุษย์) ทุกคนต้องสำเนียกไว้ก็คือ ต้องหาทางทำงานอะไรที่หุ่นยนต์ยังไปไม่ถึง ซึ่งนั่นจะเป็นทางอยู่รอดของเราทุกคน

ไปซดกาแฟต่อดีกว่า

ข่าวล่าสุด

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า