
ทางสองแพร่งระหว่างการเลือกตั้ง และการเปลี่ยนผ่านนายกฯในอาเซียน
ไชยันต์ ไชยพรตั้งแต่สิงคโปร์เป็นประเทศปกครองตนเอง พ.ศ. 2502 ถึงปัจจุบันเป็นเวลาทั้งสิ้น 59 ปี มีนายกรัฐมนตรีทั้งสิ้นเพียง 3 คน และใน 3 คนนี้ เป็นพ่อลูกกันเสีย 2 คน ตั้งแต่มาเลเซียปกครองตนเองตั้งแต่ พ.ศ. 2500 จนถึงปัจจุบัน 61 ปี มีนายกฯ รวมทั้งสิ้น 6 คน ส่วนกัมพูชาในช่วงที่บ้านเมืองเริ่มสงบลงตัวเป็นสาธารณรัฐกัมพูชาตั้งแต่ พ.ศ. 2524 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 37 ปี มีนายกฯ ทั้งสิ้น 3 คน
ไชยันต์ ไชยพร
ตั้งแต่สิงคโปร์เป็นประเทศปกครองตนเอง พ.ศ. 2502 ถึงปัจจุบันเป็นเวลาทั้งสิ้น 59 ปี มีนายกรัฐมนตรีทั้งสิ้นเพียง 3 คน และใน 3 คนนี้ เป็นพ่อลูกกันเสีย 2 คน ตั้งแต่มาเลเซียปกครองตนเองตั้งแต่ พ.ศ. 2500 จนถึงปัจจุบัน 61 ปี มีนายกฯ รวมทั้งสิ้น 6 คน ส่วนกัมพูชาในช่วงที่บ้านเมืองเริ่มสงบลงตัวเป็นสาธารณรัฐกัมพูชาตั้งแต่ พ.ศ. 2524 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 37 ปี มีนายกฯ ทั้งสิ้น 3 คน
ส่วนประเทศไทยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 86 ปี มีนายกฯ รวมทั้งสิ้น 29 คน (ที่เป็นซ้ำไม่นับเพิ่ม!)
สิงคโปร์มีนายกฯ 3 คน ในรอบ 59 ปี ลีผู้พ่อ (ลีกวนยิว) เป็นนายกฯ อยู่คนเดียวถึง 31 ปี ส่วนลีผู้บุตร (ลีเซียนลูง) ดำรงตำแหน่งมาแล้วจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 14 ปี และก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ในตำแหน่งอีกนานเท่าไร ส่วนนายกฯ อีกคนหนึ่งของสิงคโปร์คือ โก๊ะจกตง ก็ไม่น้อยหน้า ดำรงตำแหน่งอยู่ 13 ปีกว่า
มาเลเซียมีนายกฯ 6 คน ในรอบ 61 ปี คนที่อยู่นานที่สุดคือ มหาเธร์ เป็นนายกฯ ถึง 22 ปี
กัมพูชามีนายกฯ 3 คน ในรอบ 37 ปี เป็นของฮุนเซนเสีย 33 ปี จนปัจจุบัน และไม่รู้ว่าจะไปจบลงเมื่อไร แต่ที่แน่ๆ คือ เขาได้รับการขนานนามว่าเป็นนายกฯ ที่อยู่ในตำแหน่งยาวนานที่สุดในโลกไปเรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้ ไม่นับประธานาธิบดีอย่าง มาคอสของฟิลิปปินส์ที่อยู่ในอำนาจ 21 ปี หรือซูฮาร์โตของอินโดนีเซียที่อยู่ในอำนาจถึง 31 ปี
อย่างไรก็ตาม อาจมีผู้ชี้ว่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อญี่ปุ่นเริ่มใช้รัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ญี่ปุ่นก็อยู่ภายใต้การปกครองของพรรคการเมืองพรรคเดียวเกือบตลอดมาจนปัจจุบัน นั่นคือพรรค LDP แต่กระนั้น ญี่ปุ่นก็มีนายกฯ ถึง 34 คน ในรอบ 73 ปี
ลองมาดูในกรณีของอังกฤษ หนึ่งในประเทศต้นแบบประชาธิปไตยสมัยใหม่จะพบว่า ถ้านับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 100 ปี พอดีจะพบว่าอังกฤษมีนายกฯ ทั้งสิ้น 25 คน เฉลี่ยประมาณคนละ 4 ปี
แต่ในความเป็นจริง นายกฯ อังกฤษบางคนเป็นนายกฯ ติดต่อกันถึง 11 ปี นั่นคือ มาร์กาเรต แทตเชอร์ ลองลงมา 10 ปี คือ โทนี แบลร์ บางคนเป็นเพียงปีเดียว คือ เซอร์ อเล็ก ดักลาส-ฮูม
ถ้าคิดเฉลี่ยเล่นๆ จะพบว่า นายกฯ สิงคโปร์ครองอำนาจเฉลี่ยคนละเกือบ 20 ปี ของมาเลเซียคนละ 10 ปี กัมพูชาคนละกว่า 12 ปี ส่วนของไทยเฉลี่ยคนละเกือบ 3 ปี
ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลในประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะพบว่า ประเทศไทยมีการทำรัฐประหารมากที่สุดนั่นคือ 10 ครั้ง ส่วนประเทศอื่นๆ นั้น บางประเทศไม่มีรัฐประหารเลย หรือหากมีก็น้อยมาก เช่น เมียนมาและอินโดนีเซียมีรัฐประหารเพียงครั้งเดียว
น่าสังเกตว่าในกรณีของไทย การมีรัฐประหารบ่อยครั้งกลับมิได้นำมาซึ่งการอยู่ในอำนาจที่ยาวนานของผู้นำการทำรัฐประหาร ในขณะที่เมียนมาและอินโดนีเซีย การทำรัฐประหารเพียงครั้งเดียวกลับส่งผลให้คณะนายทหาร เมียนมาครองอำนาจยาวนานเกือบครึ่งศตวรรษ และซูฮาร์โตอยู่ในอำนาจหลังรัฐประหารครั้งเดียวนั้นเป็นเวลาถึง 31 ปี การปกครองภายใต้เผด็จการทหารของไทยที่มีอายุยืนยาวที่สุดคือ 14 ปี แบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ 4 ปี ช่วงจอมพลถนอม กิตติขจร 8 ปี และช่วงจอมพลถนอม-ประภาส 2 ปี
หรือสมัยประชาธิปไตยครึ่งใบ พล.อ.เปรม ก็อยู่ในอำนาจเพียง 8 ปี 154 วัน (ที่ใช้คำว่า "เพียง" ก็เมื่อเทียบกับนายกฯ ของประเทศเพื่อนบ้านที่กล่าวไป) และการปกครองภายใต้รัฐบาลพลเรือนระบอบอำนาจนิยมของไทยที่มีอายุยืนยาวที่สุดก็เพียง 1 ปี ในสมัยที่ ทักษิณ ชินวัตร เป็น นายกฯ สมัยที่ 2 ระหว่าง พ.ศ. 2548-2549
ขณะเดียวกัน มาเลเซีย สิงคโปร์ ไม่มีรัฐประหารเลยตั้งแต่เป็นเอกราช มีเลือกตั้งมาตลอด แต่ความแปลกประหลาดในเชิงประชาธิปไตยก็คือ มหาเธร์เป็นนายกฯ ยาวนานถึง 22 ปี (และล่าสุดทำท่าจะกลับมาลงสมัครเพื่อกลับมาเป็นนายกฯ อีก) ลีกวนยิวเป็นนายกฯ ยาวนานถึง 31 ปี แถมนายกฯ คนปัจจุบัน ลีเซียนลูงก็เป็นบุตรของ ลีกวนยิวเสียอีก
ถ้าถือการเลือกตั้งเป็นหัวใจสำคัญหนึ่งเดียวของการปกครองแบบประชาธิปไตยสมัยใหม่ การครองอำนาจอันยาวนานของผู้นำประเทศเพื่อนบ้านไม่ถือเป็นปรากฏการณ์ที่เป็นปัญหาต่อประชาธิปไตยอย่างใด
แต่ถ้าพิจารณาการหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านการถือครองอำนาจและการมีพรรคฝ่ายค้านในการตรวจสอบถ่วงดุลว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญไม่น้อยไปกว่าการเลือกตั้งที่ส่งผลให้ไม่มีใครครองอำนาจได้ยาวนานเกินไปจะพบว่า ประเทศไทยมีการหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านมากที่สุดในบรรดาประเทศเพื่อนบ้านที่ยกมากล่าวไว้ข้างต้น แต่ประเทศเราเสียหายตรงที่การหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านตัวนายกฯ กระทำผ่านการทำรัฐประหาร และเกือบครึ่งหนึ่งของนายกฯ มาจากการทำรัฐประหาร
ดูเหมือนว่า การเมืองของประเทศที่กล่าวไปข้างต้นรวมทั้งไทย แต่ไม่นับอังกฤษอยู่บนทางสองแพร่งระหว่างมีการเลือกตั้งที่ไม่ส่งผลที่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองได้อย่างจริงจัง กับการหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านได้อย่างจริงจังแต่ไม่มีการเลือกตั้ง! n







