
ประมงไทยกับเมียนมา
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิชศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทยช่วงวันที่ 19-20 ก.พ. 2561 ที่ผ่านมา สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ได้จัดประชุมที่ภาคกลางตอนล่าง ประกอบด้วย จ.สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ เรื่อง "ประมงไทยกับประมงเขตตะนาวศรีประเทศเมียนมา : โอกาสและความร่วมมือ" ผมและทีมอาจารย์ของศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เข้าร่วมประชุมด้วย
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิชศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทย
ช่วงวันที่ 19-20 ก.พ. 2561 ที่ผ่านมา สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ได้จัดประชุมที่ภาคกลางตอนล่าง ประกอบด้วย จ.สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ เรื่อง "ประมงไทยกับประมงเขตตะนาวศรีประเทศเมียนมา : โอกาสและความร่วมมือ" ผมและทีมอาจารย์ของศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เข้าร่วมประชุมด้วย
เมียนมามีพื้นที่ทำการประมงตามแนวชายฝั่งทะเลที่ยาวมากกว่า 3,000 กิโลเมตร โดยแบ่งออกเป็น 3 พื้นที่ที่สำคัญ คือ รัฐยะไข่ (Rakhine) 740 กิโลเมตร (กม.) เขตอิรวดี (Ayeyarwaddy) 460 กม. และเขตตะนาวศรี (Tanintharyi) 1,200 กม. สามารถผลิตสัตว์น้ำทั้งจากการเลี้ยงและจับ ตามธรรมชาติได้ 5 ล้านตัน/ปี แบ่งออกเป็น การจับตามธรรมชาติได้ 4 ล้านตัน อีก 1 ล้านตัน เป็นการเลี้ยง
ในเขตตะนาวศรีซึ่งประกอบด้วยเมืองทวาย มะริด และเกาะสองนั้น สามารถผลิตสัตว์น้ำได้มากสุดของประเทศ รองลงมา คือ รัฐยะไข่ ปัจจุบันเมียนมามีเรือประมงทั้งหมด 3 หมื่นลำ มีชาวประมงและที่เกี่ยวข้อง 5 แสนคน ทั้งเรือและชาวประมงส่วนใหญ่อยู่ในเขตตะนาวศรี
ส่วนอุตสาหกรรมประมงไทยที่กำลังประสบอยู่ในขณะนี้มี 2 เรื่องสำคัญ คือ 1.ปริมาณการผลิตสัตว์น้ำที่ลดลงอย่างมาก เช่น ปี 2557 ไทยผลิตสัตว์น้ำได้ 2.5 ล้านตัน เมื่อเทียบกับ 10 ปีที่แล้วไทยผลิตสัตว์ได้ 5 ล้านตัน นั้นแสดงว่าสัตว์น้ำของไทยลดลงไปครึ่งหนึ่ง เป็นเพราะผลผลิตสัตว์ทั้งน้ำจืดและเค็มลดลงอย่างมาก (สัตว์น้ำเค็มคิดเป็นสัดส่วน 80% ของปริมาณการผลิตทั้งหมด) 2.การปรับตัวของอุตสาหกรรมประมงไทยภายใต้ระเบียบ IUU (ILLegal Unreported and Unregulated Fishing) ที่เป็นนิยามของ FAO หมายถึงการทำประมงที่ผิดกฎหมายขาดการรายงานและการควบคุม (เวียดนามใช้เวลา 11 ปีในการแก้ปัญหา IUU) ซึ่งยุโรปอ้างว่าไทยมีจำนวนเรือประมงมากเกินกว่าพื้นที่จับปลา รวมทั้งมีประด็นการค้ามนุษย์ ทางรัฐบาลไทยจึงจำเป็นเข้ามาจัดระเบียบ ทำให้จำนวนเรือประมง จากเรือประมงพาณิชย์ 4 หมื่นลำ เหลือเพียง 1.1 หมื่นลำ และเรือประมงชายฝั่งจาก 4 หมื่นลำ เหลือ 2 หมื่นลำ เรือประมงในประเทศไทยจำนวนมากจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจับปลา จนถึงปัจจุบันนี้เรือประมงพาณิชย์ไทยที่มีมูลค่าลำละ 10 ล้านบาท จำเป็นต้องขายให้นักธุรกิจประมงเมียนมาในราคาเพียงลำละ 3 ล้านบาท
สำหรับความร่วมมืออุตสาหกรรมประมงของกลุ่มจังหวัดภาคกลาง ตอนล่างกับเขตตะนาวศรีและการแนวทางประมงไทยนั้น คือ 1.ประเทศไทยใช้โอกาสนี้เป็นแหล่งผลิตสัตว์น้ำที่ได้มาตรฐานของอาเซียนทั้งวิธีการจับและแปรรูป เพราะเราผ่านเกณฑ์ของ IUU แล้ว ทำให้เราส่งออกไปยังประเทศที่สามได้ สินค้าสัตว์น้ำที่ผ่านออกไปจากประเทศไทยก็สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ 2.สร้างความร่วมมือและเชื่อมโยงกับเมียนมาเพื่อสร้างมาตรฐานสัตว์น้ำร่วมกัน เพราะไทยยังนำเข้าสัตว์น้ำจากเมียนมาปีละหลายแสนตัน แต่สัตว์น้ำที่เข้ามาจากต่างประเทศ หากจะส่งออกไปจากประเทศไทย ต้องสามารถตรวจสอบที่มาที่ไปของสัตว์น้ำนั้น 3.เปิดตลาดสินค้าประมงบริเวณพื้นที่ภาคอีสานเพื่อให้สินค้าประมงสามารถส่งไปขายยังพื้นที่นั้นได้ เป็นการขยายตลาดในประเทศให้กว้างขึ้น อีกทั้งยังมีโอกาสที่จะได้ตลาดซีแอลเอ็มวีเพิ่มขึ้น เช่น ตลาดใน สปป.ลาว หรือประเทศจีน เพื่อผลประโยชน์จะได้ตกอยู่กับไทย
4.ตลาดปลาสหกรณ์ประมงแม่กลองและตลาดทะเลไทย ซึ่งเป็นเจ้าของวัตถุดิบสินค้าประมง เป็นตลาดที่ขายสินค้าประมงทั้งปลีกและส่งในราคาที่ถูกกว่าในห้างสรรพสินค้า และเป็นตลาดที่ได้มาตรฐานอยู่ในความดูเเลของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เป็นตลาดที่ผ่านการตรวจสอบจากสำนักชั่ง ตวง วัด เป็นตลาดที่อยากให้คนไทยร่วมกันสนับสนุนเข้ามาซื้อสินค้าประมงคุณภาพได้ในราคายุติธรรม 5.ลงทุนตามแนวชายแดน โดยเฉพาะด่านสิงขร จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้แก่ โรงงานแปรรูป ห้องเย็น และตลาดกลางประมง เพราะจุดเด่นของประมงเมียนมาคือการที่สินค้าสัตว์น้ำมีราคาถูกและมีปริมาณมาก การเข้าไปลงทุนของนักลงทุนไทยในเขต ตะนาวศรีนั้น ด้วยกฎระเบียบในท้องถิ่นของเมียนมาอาจจะยังไม่เอื้ออำนวยในการทำธุรกิจของนักธุรกิจไทย การเข้าไปลงทุนจึงยังมีความเสี่ยง







