posttoday
ดันกม.ภาษีค้างท่อ เพิ่มรายได้ประเทศ

ดันกม.ภาษีค้างท่อ เพิ่มรายได้ประเทศ

01 มีนาคม 2561

การปฏิรูปโครงสร้างภาษีถือเป็นภารกิจของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา

โดย เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

การปฏิรูปโครงสร้างภาษีถือเป็นภารกิจของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา เพราะถือว่าโครงสร้างภาษีเป็นจุดอ่อนของเศรษฐกิจ มีรายได้ไม่พอกับรายจ่ายทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจขยายตัวได้เต็มศักยภาพ 4-5% ต่อปี ตามที่รัฐบาลต้องการได้ยาก

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ได้มีการปฏิรูปโครงสร้างภาษีไปได้ระดับหนึ่ง มีการยกเครื่อง พ.ร.บ. สรรพสามิตฉบับใหม่ มีผลตั้งแต่เดือน ก.ย. 2560 ที่ผ่านมา มีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่โดยเปลี่ยนฐานการเก็บภาษีจากราคาหน้าโรงงาน หรือราคาสำแดงนำเข้า มาเป็นราคาปลีกแนะนำ ทำให้แก้ปัญหาการแจ้งราคาต่ำเสียภาษีไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยหมดไป ส่งผลให้การเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตเพิ่มขึ้น โดยในปีงบประมาณ 2561 ตั้งเป้าหมายว่าจะเก็บภาษีได้ 6 แสนล้านบาท และในปีงบประมาณ 2564 หรืออีก 3 ปีข้างหน้าจะเก็บภาษีได้เป็น 8 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีการยกเครื่อง พ.ร.บ.ภาษีศุลกากร ครั้งใหญ่เช่นกันมีผลตั้งแต่เดือน พ.ย. 2560 ที่ผ่านมา เป้าหมายเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกการค้า แม้ไม่ได้ทำให้การเก็บภาษีของกรมศุลกากรเพิ่มขึ้น เพราะมีการใช้สิทธิจากข้อตกลงเขตเสรีการค้าเพิ่มมากขึ้น ทำให้เสียภาษีนำเข้าต่ำ แต่ทว่าการเก็บภาษีต่อเนื่องจะเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาษีสรรพสามิต หรือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือแวต ที่กรมสรรพากรเป็นผู้เก็บ

ดังนั้น การแก้ไขกฎหมายของกรมศุลกากร ที่สนับสนุนการค้าของประเทศให้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ย่อมส่งผลให้การเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตและกรมสรรพากรทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลเพิ่มขึ้นมากไปด้วย

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปภาษีที่ผ่านมายังไม่เพียงพอกับการหารายได้ให้พอกับรายจ่ายของประเทศ เห็นได้จากการทำงบประมาณรายจ่ายของประเทศอย่างเป็นแบบขาดดุลต่อเนื่องมาหลายปี ในปีงบประมาณ 2561 เป็นงบขาดดุล 4.5 แสนล้านบาท และมีการทำงบประมาณกลางปีเพิ่มเติมขาดดุลเพิ่มอีก 1 แสนล้านบาท ทำให้รวมเป็นขาดดุล 5.5 แสนล้านบาท และกรอบงบประมาณปี 2562 ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว วงเงิน 3 ล้านล้านบาท ก็ยังเป็นงบประมาณแบบขาดดุล 4.5 แสนล้านบาท

กระทรวงการคลังมีการประเมินว่า ประเทศยังต้องทำงบประมาณแบบขาดดุลต่อเนื่องอีกหลายปี เพื่อให้แน่ใจว่าเศรษฐกิจแข็งแรงอย่างแท้จริง แต่จะเป็นการขาดดุลงบประมาณที่ค่อยๆ ปรับลดลง ให้เข้าสู่งบประมาณสมดุลให้ได้ โดยการทำให้งบประมาณสมดุลได้หนีไม่พ้นต้องเพิ่มการเก็บรายได้ของประเทศให้มากขึ้น และการเก็บรายได้ของประเทศ 90% มาจากการเก็บภาษี ดังนั้นการเพิ่มเก็บภาษีให้เพิ่มมากขึ้นจึงเป็นภารกิจของรัฐบาลและกระทรวงการคลัง

ในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงการคลัง จึงเร่งกฎหมายเก็บภาษีใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อให้การเก็บรายได้ของประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยกฎหมายเก็บภาษีใหม่ๆ ที่สำคัญและตอนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้แก่ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ สนช.จะพิจารณาวาระ 2 และ 3 ภายในสิ้นปีนี้เพื่อให้กฎหมายจะเริ่มบังคับใช้วันที่ 1 ม.ค. 2562

ทั้งนี้ อัตราเพดานภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1.ที่ดินเพื่อการเกษตร 2.ที่ดินเพื่ออยู่อาศัย 3.ที่ดินเพื่อการพาณิชย์ และประเภทที่ 4 ที่ดินว่างเปล่า ซึ่งได้มีการลดอัตราภาษีเพื่อลดภาษีของเจ้าของที่ดินจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใหม่จะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เก็บรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 2.8 หมื่นล้านบาท โดยภาษีที่ดินเพื่อการพาณิชย์จะมีสัดส่วนภาษีถึง 90% ส่วนการเก็บภาษีที่ดินเพื่ออยู่อาศัยและเพื่อการเกษตร มีสัดส่วนภาษีเพียง 10% ซึ่งการเพิ่มรายได้ให้กับ อปท. ก็เป็นการลดภาระรัฐบาลในการส่งเงินอุดหนุนให้ อปท. ทำให้มีเงินไปลงทุนพัฒนาประเทศด้านอื่นมากขึ้น

ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลัง ยังเร่งร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีการได้รับประโยชน์จากการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของรัฐ พ.ศ. ... หรือภาษีลาภลอย ที่ผ่านการเปิดรับแสดงความคิดเห็นแล้วให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ดีทำให้เกิดการกระจายใช้ประโยชน์ของที่ดินและทำให้รัฐเก็บรายได้เพิ่มมากขึ้น คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ภายในปีนี้หรือปีหน้า

สำหรับสาระสำคัญของกฎหมายยังเหมือนเดิม กำหนดเพดานอัตราภาษีที่จะเก็บไม่เกิน 5% ผู้เสียภาษี คือ บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน เจ้าของห้องชุด ที่ใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าสูงกว่า 50 ล้านบาท และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นเจ้าของห้องชุดรอการจำหน่าย ซึ่งอยู่รอบพื้นที่ที่มีโครงการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของรัฐ คือ โครงการรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าขนส่งมวลชน สนามบิน ท่าเรือ โครงการทางด่วนพิเศษ คาดว่าจะทำให้การเก็บภาษีเพิ่มขึ้นปีละกว่า 1 หมื่นล้านบาท

ในส่วนของกรมสรรพากรก็เร่งเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเก็บภาษีจากผู้ประกอบการทำธุรกรรมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-คอมเมิร์ซ ให้ ครม.เห็นชอบ และมีผลบังคับใช้ในปีนี้ เพื่อให้สามารถเก็บภาษีจากนิติบุคคลที่มีการใช้โดเมนท้องถิ่นในไทย มีการทำธุรกรรมทางการเงินในรูปแบบสกุลเงินบาทหรือต่างประเทศ แต่ธุรกรรมเกิดขึ้นในประเทศไทย เช่น เฟซบุ๊ก กูเกิล ยูทูบ ไลน์ ซึ่งคาดว่าจะทำให้การเก็บภาษีในส่วนนี้เพิ่มขึ้นเป็นหมื่นล้านบาทและเป็นแสนล้านบาทในไม่กี่ปี เพราะธุรกิจอี-คอมเมิร์ซขยายตัวเพิ่มขึ้นปีละ 20-30% ซึ่งการเก็บภาษีนี้จะทำให้รายได้ของประเทศเพิ่มขึ้นมาก

ดังนั้น การเร่งกฎหมายเก็บภาษีใหม่จึงเป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังเร่งให้เสร็จภายในรัฐบาลนี้ให้ได้มากที่สุด เพื่อเพิ่มรายได้ของประเทศ เพราะหากเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง การออกกฎหมายเก็บภาษีเป็นเรื่องที่ยาก เพราะนักการเมืองกลัวตัวเองเสียประโยชน์เสียคะแนนนิยมทางการเมือง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท