posttoday
กนง.ห่วงผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ หันออกตราสารไร้เรตติ้งมากขึ้น

กนง.ห่วงผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ หันออกตราสารไร้เรตติ้งมากขึ้น

01 มีนาคม 2561

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผยผลการรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผยผลการรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)ครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่ง กนง.มีมติเป็นเอกฉันท์ที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับ 1.5% โดยเห็นความจำเป็นในการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนปรนต่อไป โดยพร้อมใช้เครื่องมือเชิงนโยบายที่มีอยู่เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพระบบการเงินของประเทศ

ในการประชุมคณะกรรมการได้มีการอภิปรายถึงปัจจัยที่มีผลต่อการพิจารณาดำเนินนโยบายการเงิน โดยมีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

1.เศรษฐกิจขยายตัวได้ต่อเนื่องและชัดเจนมากขึ้น อุปสงค์ในประเทศปรับดีขึ้นแต่ยังไม่เข้มแข็งการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้รับแรงส่งจากอุปสงค์ต่างประเทศเป็นหลัก ทั้งการส่งออกสินค้าและภาคการท่องเที่ยว และเริ่มเห็นผลดีกระจายตัวไปในภาคส่วนต่างๆ มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรที่ปรับลดลง หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงตลาดแรงงานที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้กำลังซื้อของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยยังไม่เข้มแข็ง จึงต้องติดตามพัฒนาการของการบริโภคภาคเอกชนต่อไป โดยเฉพาะหลังผลของมาตรการภาครัฐในปีนี้ทยอยลดลง

นอกจากนี้ ช่องว่างของการออมและการลงทุน (Saving-Investment Gap) ยังมีอยู่สะท้อนว่าการลงทุนยังมีศักยภาพที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีก กรรมการบางส่วนเห็นว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและกำลังเผชิญกับการปรับตัวเชิงโครงสร้างหลายประการ โดยรวมแล้วคณะกรรมการเห็นว่านโยบายการเงินแบบผ่อนคลายในระดับปัจจุบันยังมีความจำเป็นต่อไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อสนับสนุนให้อุปสงค์ภายในประเทศขยายตัวได้เข้มแข็งมากขึ้น

2.อัตราเงินเฟ้อยังมีทิศทางทยอยปรับสูงขึ้นเข้าสู่กรอบเป้าหมาย โดยได้รับแรงส่งด้านอุปทานจากราคา น้ำมันที่สูงขึ้นเป็นหลัก ขณะที่การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำคาดว่าส่งผลต่อค่าจ้างทั้งระบบไม่มาก

สำหรับแรงกดดันด้านอุปสงค์ยังคงอยู่ในระดับต่ำ คณะกรรมการเห็นว่าปัจจัยด้านอุปทานและปัจจัยเชิงโครงสร้างในปัจจุบันอาจทำให้แรงกดดันด้านอุปสงค์มีผลต่ออัตราเงินเฟ้อน้อยลง เช่น การแข่งขันที่สูงขึ้นจากธุรกิจ E-commerce ทำให้ผู้ประกอบ การปรับขึ้นราคาสินค้าได้ยาก ทั้งนี้ คณะกรรมการจะติดตามพัฒนาการของเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิดต่อไป

3.เสถียรภาพระบบการเงินโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ต้องติดตามความเสี่ยงในบางจุดแม้ความเสี่ยงใน ปัจจุบันอยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวล เนื่องจากอาจสะสมความเปราะบางในระบบการเงินในระยะต่อไปได้ เช่น การประเมินความเสี่ยงที่ต่ำเกินควร (Underpricing of Risks) จากพฤติกรรม Search For Yield ภายใต้ภาวะที่อัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน

สะท้อนจาก (1) การลงทุนในกองทุนรวมสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยในช่วงปลายปี 2560 กองทุนรวมตราสารหนี้ประเภท Daily Fixed Income Fund เร่งตัวขึ้น ขณะที่กองทุนรวมต่างประเทศ (FIF) ชะลอลงเนื่องจากต้นทุนในการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนสูงขึ้น (2) สหกรณ์ออมทรัพย์โดยรวมมีอัตราการเติบโตของสินทรัพย์ที่ชะลอลงเทียบกับช่วงก่อนหน้า แต่เงินรับฝากยังเติบโตเร็วกว่าสินเชื่อ สหกรณ์ออมทรัพย์จึงเพิ่มการลงทุนในหลักทรัพย์ระยะยาวเพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น และ (3) ภาคเอกชนเริ่มกลับมาออกตราสารหนี้ที่ไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Unrated Bonds) มากขึ้นในไตรมาส 4 ปี 2560 อย่างไรก็ดี ส่วนใหญ่เป็นตราสารหนี้ระยะสั้นของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่มีฐานะการเงินเข้มแข็ง

คณะกรรมการตั้งข้อสังเกตว่าการลดลงของหนี้ครัวเรือนต่อรายได้ (Deleveraging) ชะลอลง จึงควร พิจารณาแยกกลุ่มรายได้และประเภทของหนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสามารถกำหนดนโยบายที่เหมาะสม รวมถึงควรติดตามสถานการณ์ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะโครงการที่มีฐานะทางการเงินไม่เข้มแข็งและอาจพึ่งพาการระดมทุนผ่าน Unrated Bonds

ด้านสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ขยายตัวเร่งขึ้นในช่วงปลายปี 2560 ในขณะที่สัดส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) โดยรวมทรงตัว โดยเอ็นพีแอลของสินเชื่อธุรกิจลดลงเนื่องจาก เอสเอ็มอีในหลายประเภทธุรกิจทยอยฟื้นตัวตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ยังต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของเอสเอ็มอีขนาดเล็กในบางธุรกิจ อาทิ ธุรกิจรายย่อยในภาคพาณิชย์ โดยเฉพาะ เอ็นพีแอลของสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ยังสูงขึ้นซึ่งคณะกรรมการมีข้อสังเกตว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากการแข่งขันการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารพาณิชย์ในช่วง 2-3 ปีก่อนหน้า เช่น การให้อัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษในระยะแรกของสัญญา ทำให้ลูกค้าส่วนหนึ่งมีปัญหาความสามารถในการชำระหนี้หลังพ้นช่วงเวลาดังกล่าว

นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้ผู้มีรายได้น้อย โดยเน้นปล่อยสินเชื่อให้ผู้มีรายได้ปานกลางที่มีรายได้ประจำมากขึ้นซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า ทำให้ฐานสินเชื่อกลุ่มผู้มีรายได้น้อยลดลง สัดส่วนเอ็นพีแอลกลุ่มนี้จึงอาจยังดูสูงโดยเปรียบเทียบ ขณะที่ สินเชื่อของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐและผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเกษตรกรที่มีความเปราะบาง จึงมีโอกาสเกิดปัญหาความสามารถในการชำระหนี้ได้

ด้านเสถียรภาพระบบการเงินโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี แต่มีความเสี่ยงในบางจุดที่ต้องติดตาม อัตราการลดลงของสัดส่วนหนี้ภาคครัวเรือนเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในไตรมาส 3 ปี 2560 ชะลอลงจาก ช่วงก่อนหน้า เนื่องจากสินเชื่ออุปโภคบริโภคกลับมาเร่งตัวขึ้น ความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือน จึงยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำซึ่งมีสัดส่วนหนี้ต่อสินทรัพย์ทางการเงินสูง กว่ากลุ่มอื่นและมีแนวโน้มสูงขึ้น

นอกจากนี้คณะกรรมการตั้งข้อสังเกตว่าการลดลงของหนี้ครัวเรือนต่อรายได้ (Deleveraging) ชะลอลง จึงควรพิจารณาแยกกลุ่มรายได้และประเภทของหนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสามารถกำหนดนโยบายที่เหมาะสมรวมถึงควรติดตามสถานการณ์ตลาดอสังหา ริมทรัพย์ โดยเฉพาะโครงการที่มีฐานะทางการเงินไม่เข้มแข็งและอาจพึ่งพาการระดมทุนผ่าน Unrated Bonds

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท