
การรับฟังพยานหลักฐานในคดีหวย 30 ล้าน
ปัจจุบันคนไทยกำลังติดตามคดีหวย 30 ล้านบาท
โดย เดชา กิตติวิทยานนท์
ปัจจุบันคนไทยกำลังติดตามคดีหวย 30 ล้านบาท ว่าใครจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในหวยกันแน่ ระหว่างหมวดจรูญกับครูปรีชา ซึ่งต่างฝ่ายต่างอ้างกรรมสิทธิ์ในหวย ในคดีแพ่ง การที่ศาลจะพิพากษาในโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี จะต้องชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของแต่ละฝ่ายทุกชนิดเปรียบเทียบกัน ถ้าพยานหลักฐานของฝ่ายใดมีน้ำหนักดีกว่าก็จะเป็นฝ่ายชนะคดีไป ไม่จำเป็นจะต้องนำสืบจนปราศจากข้อสงสัยเหมือนในคดีอาญา ดังนั้น ในคดีแพ่งคู่กรณีหวยทั้งสองฝ่ายจะต้องนำสืบให้ได้ว่าใครคือเจ้าของกรรมสิทธิ์ในหวยหรือสลากกินแบ่ง การนำสืบอาจจะใช้พยานบุคคล หรือพยานวัตถุ หรือพยานเอกสารหรือพยานนิติวิทยาศาสตร์ หรือพยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ ถ้าไม่มีพิรุธและศาลเชื่อ ฝ่ายนั้นก็ชนะคดีไป ตัวอย่างการรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่งที่ผ่านมามีดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 4055-4056/2548
ป.วิ.พ. มาตรา 84 หมายความว่า คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อพิสูจน์สนับสนุนข้อเท็จจริงนั้น แต่ว่าคู่ความไม่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไป หรือซึ่งไม่อาจโต้แย้งได้ หรือซึ่งศาลเห็นว่า ไม่ต้องนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ เนื่องจากข้อเท็จจริงนั้นอีกฝ่ายหนึ่งได้รับแล้ว การที่ศาลแรงงานได้ตรวจสำนวนโดยพิเคราะห์คำฟ้อง คำให้การพยานหลักฐานต่างๆ ที่คู่ความส่งต่อศาลแล้วสอบข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงรับกันแล้ว เห็นว่าข้อเท็จจริงยุติเพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีได้แล้ว จึงสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย และวินิจฉัยไปตามประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้นั้น เป็นการรับฟังพยานหลักฐานและวินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ชอบด้วย ป.วิ.พ.มาตรา 84 และมาตรา 104 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 31 แล้ว
คำพิพากษาฎีกาที่ 9201/2551
การที่ศาลจะสั่งงดสืบพยานเป็นอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลพินิจตาม ป.วิ.พ.มาตรา 86 วรรคสอง และ 104 วรรคหนึ่ง เมื่อคดีนี้จำเลยทั้งสองให้การว่าเป็นฟ้องซ้อน และยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามมาตรา 24 เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การพอวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวได้แล้วศาลชั้นต้นย่อมสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยเสียได้
คำพิพากษาฎีกาที่ 806/2501
โจทก์สืบพยานได้ 4 ปาก ศาลสั่งงดไม่สืบพยานต่อไปพิพากษายกฟ้อง ในส่วนข้อเท็จจริงวินิจฉัยว่าพยานเบิกความแตกต่างกันฟังไม่ได้ แต่โจทก์ยังขอสืบพยานในข้อเดียวกันและข้ออื่นอีก ศาลจะรู้ได้อย่างไรว่าพยานที่จะสืบต่อไปฟังไม่ได้ จึงต้องให้คู่ความสืบพยานต่อไป แล้วพิพากษาใหม่
คำพิพากษาฎีกาที่ 9340/2551
คดีนี้กับคดีอาญาซึ่งโจทก์ในคดีนี้เป็นโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าวมีประเด็นเป็นเรื่องเดียวกัน คือ จำเลยได้เบียดบังยักยอกทรัพย์ของโจทก์หรือไม่ และคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว กรณีจึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 46 ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีพิพากษาคดีอาญา เมื่อคดีส่วนอาญาศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยไม่ได้เบียดบังยักยอกทรัพย์ คดีนี้จึงต้องถือข้อเท็จจริงตาม และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติหรือไม่ แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้น ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงในคดีนี้มีเพียงพอที่จะวินิจฉัยชี้ขาดคดีไปแล้วและมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
คำพิพากษาฎีกาที่ 1886/2506
คำรับของคู่ความในคดีหนึ่งใช้ปิดปากผู้กล่าวในการพิจารณาคดีอีกคดีหนึ่งไม่ได้ เพราะคำรับไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่จะรับฟังได้โดยเด็ดขาด เป็นแต่เพียงพยานหลักฐานอันหนึ่งซึ่งใช้ยันผู้กล่าวเท่านั้น ผู้กล่าวจึงนำสืบหักล้างได้ ในการพิจารณาคดีหลังศาลจะต้องวินิจฉัยว่าความจริงเป็นอย่างไร จะถือว่าคำรับของคู่ความในคดีก่อนผูกมัดผู้กล่าวโดยสืบหักล้างไม่ได้เลยนั้น หาได้ไม่
คำพิพากษาฎีกาที่ 869/2509
หากโจทก์ฟ้องแล้ว เมื่อโจทก์ไม่มาเบิกความเอง จะอ้างว่าฟ้องไม่ได้เสียเลยหาได้ไม่ เพราะการที่โจทก์ไม่มาเบิกความต่อศาล ก็ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องทำ ดังนั้น แล้วแต่โจทก์จะเสนอพยานหลักฐานใดต่อศาล ส่วนการจะฟังได้หรือไม่ ศาลย่อมวินิจฉัยตามพยานหลักฐานและรูปคดี มิใช่ว่าถ้าโจทก์ไม่มาเบิกความเองแล้วฟังไม่ได้เสียเลย
ความเห็นของพนักงานสอบสวนกองปราบปรามเป็นเพียงความเห็นว่าคดีมีมูลหรือไม่เท่านั้น ส่วนคนที่จะชี้ขาดว่าใครเป็นเจ้าของหวยหรือสลากกินแบ่งคือศาลเท่านั้น คำพิพากษาของศาลจะเป็นตัวชี้ขาดที่แท้จริงว่าใครคือเจ้าของหวย







