
ติดจรวดขึ้นดอกเบี้ย ปลุกโลกตื่นรับมือ
การเปิดตัวต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในฐานะผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ของ "เจอโรม พาวเวลล์"
โดย ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
การเปิดตัวต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในฐานะผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ของ "เจอโรม พาวเวลล์" มาพร้อมกับการส่งสัญญาณที่ชัดเจนและย้ำเตือนข้อความการพร้อมขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปให้ "เร็วขึ้น" เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐเติบโตแข็งแกร่งและอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งคาดว่าจะถึง 2% ได้ภายในปีนี้
แม้ในคาดการณ์ของคณะกรรมการการเงินของเฟด (เอฟโอ เอ็มซี) หรือดอทพล็อต เมื่อเดือน ธ.ค. คาดการณ์ไว้ว่าแนวโน้มดอกเบี้ยในปีนี้จะอยู่ที่ 2.00-2.25% ซึ่งหมายถึงการขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้ง หากปรับทีละ 0.25% จากระดับ 1.25-1.50% ในปัจจุบัน
แต่หลังจากการเปิดเผยของพาวเวลล์ ทำให้ตลาดต่างคาดการณ์ว่าการขึ้นดอกเบี้ยปีนี้อาจทำได้ถึง 4 ครั้ง หรือส่งดอกเบี้ยไประดับสูงสุดที่ 2.50%
"การแถลงนโยบายของพาวเวลล์เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนอย่างมาก ซึ่งหมายถึงเฟดจะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้นในปีนี้มากกว่าที่คาดการณ์เมื่อเดือน ธ.ค. ระบุไว้" ซีธ คาร์เพนเตอร์ อดีตที่ปรึกษาอาวุโสของเฟด ซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของยูบีเอส ซีเคียวริตีส์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม การ "เร่ง" ขึ้นดอกเบี้ยในสหรัฐ ได้จุดไฟความกังวลต่อการไหลเข้าออกของเงินทุนให้กลับมาอีกครั้ง โดยความกังวลว่าอัตราเงินเฟ้อจะถีบตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่เฟดพิจารณาใช้ขึ้นดอกเบี้ย ยังทำให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกอย่างหนักออกจากตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกมาแล้วเมื่อช่วงต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา
ในต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐดิ่งลงอย่างหนักจนเข้าสู่ช่วงปรับฐาน ตามหลังการเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งมักเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับเลือกเป็นผู้โชคดีโดนเทขายเป็นสิ่งแรกเมื่อเงินเฟ้อกลับมา เพราะเม็ดเงินที่ได้รับกลับมาจากการลงทุนระยะยาวจะไม่คุ้มค่าเมื่อราคาสินค้าที่แพงขึ้น
ระหว่างช่วงที่เกิดการปรับฐานอยู่นั้น สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (ไอไอเอฟ) ประเมินว่า มีเงินทุนไหลออกจากตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งรวมถึงอินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ไทย ฟิลิปปินส์ แอฟริกาใต้ บราซิล และฮังการี สูงถึง 5,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.61 แสนล้านบาท) ภายในเวลา 1 สัปดาห์ หรือมากที่สุดนับตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ ในเดือน พ.ย. 2016
แม้ภาวะดังกล่าวจะเกิดเพียงช่วงสั้นๆ และตลาดหุ้นก็กลับมาฟื้นตัวในช่วงปลายเดือน แต่การขึ้นดอกเบี้ยในประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว ซึ่งรวมถึงสหรัฐ ก็ทำให้ คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกโรงเตือนให้สมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ระมัดระวัง ผลกระทบที่ตามมา ซึ่งรวมถึงความ ปั่นป่วนของการไหลเข้าออกของเงินทุน แม้หลายชาติจะมีการเตรียมการรับมืออย่างดีก็ตาม
การปั่นป่วนของกระแสทุนจะสร้างความผันผวนให้กับอัตราแลกเปลี่ยนไปด้วย โดยหลังการเปิดเผยของพาวเวลล์ ค่าเงินดอลลาร์ปรับขึ้นแข็งค่าแตะระดับสูงสุดรอบ 2 สัปดาห์เมื่อวานนี้ ขณะที่สกุลเงินทั่วเอเชียต่างอ่อนค่าลงไป ซึ่งแม้ค่าเงินที่อ่อนค่าลงจะช่วยประเทศผู้ส่งออกในเอเชีย แต่ที่ผ่านมาค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่ามาตลอด สวนทางกับการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด และยังไม่แน่ว่าจะกลับไปอ่อนค่าอีกหรือไม่
"พวกเรารู้ว่าการขึ้นดอกเบี้ย จะส่งผลกระทบไปทั่วโลก พวกเรารู้ว่าผลกระทบจะต้องมาในอนาคต แต่ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้จะส่งผลอย่างไรต่อประเทศ บริษัท การจ้างงาน และรายได้" ลาการ์ด กล่าว
สำหรับความยืดหยุ่นที่ค่าเงินของแต่ละประเทศจะสามารถรับมือกับความผันผวนได้มากแค่ไหน ตีวยา เตเวช นักกลยุทธ์ค่าเงินเอเชียของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดในสิงคโปร์ เปิดเผยกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า ความสามารถดังกล่าวจะต้องพิจารณาดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล เงินทุน สำรองระหว่างประเทศในปริมาณ เพียงพอ และสัดส่วนการลงทุนจากต่างชาติที่ต้องไม่มากจนเกินไป
ประเทศที่น่าห่วงในความคิดของเตเวช คือ ฟิลิปปินส์ เนื่องจากมีดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลและธนาคารกลางที่ไม่ขยับเข้าช่วยเหลือค่าเงิน
ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ ประเมินว่าดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลในปีที่แล้วอยู่ที่ 100 ล้านดอลลาร์ (ราว 3,100 ล้านบาท) ซึ่งเป็นการขาดดุลครั้งแรกตั้งแต่ปี 2002 ขณะที่ปีนี้จะขาดดุลอีก 700 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.1 หมื่นล้านบาท) เนื่องจากการลงทุนโครงสร้าง พื้นฐานและการทหาร
ขณะที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของฟิลิปปินส์ในสิ้นปีที่ผ่านมาก็อยู่ที่ 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2.51 ล้านล้านบาท) ไม่เพิ่มจาก 5 ปีก่อนที่ 8.3 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2.57 ล้านล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม หลายชาติยังคงมีความแข็งแกร่งที่จะรับมือกับความผันผวนจากต่างชาติ โดยมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส พบว่าไต้หวันและไทยเป็นอันดับ 1 และ 2 ที่มีดุลบัญชี เดินสะพัดเกินดุลมากที่สุดในบรรดาประเทศกำลังพัฒนา 22 ชาติ ขณะที่ไทยยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศมากกว่า 6.4 ล้านล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเกิดวิกฤตการณ์ค่าเงินเอเชียเมื่อปี 2540 ที่ราว 3 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 9.3 แสนล้านบาท)
เกาหลีใต้เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ยืนยันว่าไม่กังวลต่อภาวะเงินทุนไหลออก โดยแม้ก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (บีโอเค) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยจาก 1.25% เป็น 1.50% ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011 และยังเป็นการปรับขึ้นเป็นชาติแรกในเอเชีย นอกเหนือจากศรีลังกา เมื่อนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2014 แต่เกาหลีใต้ก็ไม่รีบเร่งในการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง
แต่ อีจูยอล ผู้ว่าการบีโอเค ระบุว่า ไม่กังวลต่อภาวะทุนไหลออก แม้ดอกเบี้ยเกาหลีใต้จะต่ำกว่าสหรัฐ เนื่องจากเกาหลีใต้มีเงินทุนสำรองไว้พร้อม และยังมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล ขณะที่บรรดาธนาคารกลางและกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติหลายแห่งยังลงทุนในตราสารหนี้เกาหลีใต้ ซึ่งลดความเสี่ยงทุนไหลออก
แนวโน้มเศรษฐกิจปีนี้ยังคงสดใส โดยไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในปีนี้และปีหน้าจะสามารถเติบโตได้ 3.9% เพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในปีก่อนที่ 3.7% นำโดยสหรัฐ ซึ่งเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งจากการใช้นโยบายการคลัง
ส่วนเฟดจะเพิ่มคาดการณ์การ ขึ้นดอกเบี้ยเป็น 4 ครั้งในปีนี้หรือไม่ ต้องจับตาดู "ดอทพล็อต" ที่จะเปิดเผยหลังการประชุมวันที่ 20-21 มี.ค.ที่จะถึงนี้







