
First does not mean alone
น่านฟ้า มหาเมฆเมื่อต้นปีที่ผ่านมา สื่อมวลชนจากทั่วโลกต่างมุ่งจับจ้องไปที่งานประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ไฮไลต์ของงานในปีนี้คือ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจเดินทางเข้าร่วมประชุมด้วยตนเอง ถือเป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนแรกในรอบ 18 ปี นับตั้งแต่ประธานาธิบดี บิล คลินตัน ที่เข้าประชุมเมื่อปี 2543
น่านฟ้า มหาเมฆ
เมื่อต้นปีที่ผ่านมา สื่อมวลชนจากทั่วโลกต่างมุ่งจับจ้องไปที่งานประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ไฮไลต์ของงานในปีนี้คือ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจเดินทางเข้าร่วมประชุมด้วยตนเอง ถือเป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนแรกในรอบ 18 ปี นับตั้งแต่ประธานาธิบดี บิล คลินตัน ที่เข้าประชุมเมื่อปี 2543
ในที่ประชุมทรัมป์ได้กล่าวถึงการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งและมั่นคงของอเมริกา อันเนื่องมาจากการปรับเปลี่ยนนโยบายในช่วงที่ผ่านมา พร้อมทั้งเชิญชวนให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกเข้าไปลงทุนในสหรัฐ
"โลกกำลังได้สัมผัสกับการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งและรุ่งเรืองของสหรัฐ ตอนนี้สหรัฐเปิดกว้างสำหรับการทำธุรกิจ และพร้อมแล้วที่จะมีความสามารถในการแข่งขันอีกครั้ง"
ภายใต้นโยบาย "อเมริกามาก่อน" ทำให้นโยบายด้านต่างประเทศของสหรัฐเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก นับตั้งแต่การลงนามออกคำสั่งให้สหรัฐถอนตัวออกจากข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภูมิภาคแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership) หรือ TPP ซึ่งเป็นข่าวสะเทือนเศรษฐกิจโลก หลังจากทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง
แนวคิดของนโยบายนี้ เกิดขึ้นภายใต้ความเชื่อที่ว่าสหรัฐเป็นตลาดขนาดใหญ่ มีอำนาจต่อรองสูง การเจรจาแบบพหุภาคีแบบ TPP ซึ่งมีเงื่อนไขหลายอย่างที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายของสหรัฐ หลังจากนี้สหรัฐจะให้ความสำคัญกับการเจรจาแบบทวิภาคี โดยยึดสหรัฐเป็นศูนย์กลาง ประเทศคู่เจรจาจะต้องยอมรับเงื่อนไขตามนโยบายการสร้างงานและสนับสนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศที่ทรัมป์วางไว้ และเป็นการบีบให้ประเทศคู่ค้าต้องเจรจาแบบทวิภาคีกับสหรัฐ เพื่อคงความได้เปรียบในการค้าขายกับสหรัฐ
แม้แต่ประเทศไทยเราเองก็ตาม ปัจจุบันตลาดสหรัฐยังคงเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของเรา แม้มูลค่าการค้าขายกับจีนในช่วงหลังจะเติบโตมากขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถทดแทนมูลค่าการค้าในส่วนนี้ได้
ในที่ประชุมทรัมป์ได้กล่าวถึงนโยบายอเมริกามาก่อน ซึ่งตนได้ชูเป็นนโยบายหลักตั้งแต่สมัยหาเสียงว่า "อเมริกาต้องมาก่อน ไม่ได้หมายความว่าอเมริกาต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว เพราะเมื่อเศรษฐกิจของสหรัฐขยายตัว เศรษฐกิจโลกก็ขยายตัวเช่นกัน" เป็นยาหอมแก้วใหญ่เอาใจประเทศสมาชิกต่างๆ ซึ่งไม่ค่อยพอใจนักกับนโยบายของทรัมป์
หันกลับมามองที่บ้านเรา การถอนตัวจาก TPP ของอเมริกา ไม่ได้ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจของไทยมากนัก เพราะไทยไม่ได้เข้าร่วม TPP อยู่แล้ว นอกจากนี้เรายังได้อานิสงส์จากผลกระทบที่ประเทศคู่แข่งที่สำคัญของเรา ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซียและเวียดนาม ซึ่งได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวไปเต็มๆ
แต่ผลกระทบทางอ้อมกับเศรษฐกิจไทยคือ การย้ายฐานการผลิตกลับสู่สหรัฐ อันเนื่องมาจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ (Protectionism) รวมไปถึงเทคโนโลยีการผลิตที่เปลี่ยนไป มีการใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (Autonomation & Robotics) มากขึ้น ทำให้จุดแข็งด้านแรงงานทักษะที่เราเคยมี ซึ่งจูงใจนักลงทุนให้เข้ามาตั้งโรงงานในประเทศไทยกำลังจะเสื่อมมนตร์ขลังลง
เมื่อเทคโนโลยีการผลิตเปลี่ยนไป ถึงวงรอบที่ต้องเปลี่ยนเครื่องจักรใหญ่ทั้งระบบ ทำให้นักลงทุนต้องเลือกระหว่างการลงทุนเครื่องจักรใหม่ในประเทศเดิม กับการย้ายฐานการผลิตไปในประเทศที่ค่าแรงถูกกว่า เช่น เวียดนาม หรือการย้ายฐานกลับสู่สหรัฐ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐจะต้องเตรียมรับมือ
ผลกระทบของนโยบายที่เปลี่ยนไปของสหรัฐ ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ดังนั้นการวางแผนยุทธศาสตร์ชาติและการกำหนดจุดยืนของเราในเวทีโลก ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาทวิภาคีกับสหรัฐ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ การตัดสินใจเข้าร่วม TPP กับประเทศที่เหลืออยู่ การลงนามในข้อตกลง FTA กับประเทศคู่ค้าสำคัญ ทั้งแคนาดาและอังกฤษ
ตลอดจนการปรับตัวของภาคเอกชนเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และเทคโนโลยีการผลิตที่เปลี่ยนไป ถือเป็นโจทย์ที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้อง "ฉุกคิด เร่งทำ" เพราะหากเราตกขบวนรถไฟเที่ยวนี้ไป หรือขึ้นขบวนผิด เราอาจสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวในอนาคต!!!







