
กนง.จับตาเฟดขึ้นดอก4ครั้ง
เฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 4 ครั้งในปีนี้ ด้านคลังยันไม่กระทบการขยายตัวเศรษฐกิจไทย
เฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 4 ครั้งในปีนี้ ด้านคลังยันไม่กระทบการขยายตัวเศรษฐกิจไทย
นายเจอโรม พาวเวลล์ ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ ส่งสัญญาณว่าเฟดมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้งในปีนี้ จากคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ 3 ครั้ง เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง ระหว่างการแถลงแนวโน้มเศรษฐกิจและนโยบายการเงินครั้งแรกต่อคณะกรรมาธิการด้านการเงินของสภาผู้แทนราษฎร วานนี้
นายพาวเวลล์ แสดงมุมมองบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐ โดยระบุว่าตลาดแรงงานปรับตัวดีขึ้น และข้อมูลเศรษฐกิจหลายรายการช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าอัตราเงินเฟ้อกำลังเพิ่มขึ้นเข้าใกล้เป้าหมายที่ 2% ของเฟด ส่วนหนึ่งเป็นผลจากกฎหมายปฏิรูปภาษีของรัฐบาลสหรัฐ ขณะที่เศรษฐกิจทั่วโลกขยายตัวดีขึ้นเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เฟดจะยังคงเดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการให้เงินเฟ้อขยายตัวตามเป้าหมายเฟด เนื่องจาก ได้รับปัจจัยหนุนจากกฎหมายปฏิรูปภาษีและการขยายตัวแข็งแกร่งของเศรษฐกิจโลก ขณะที่เลี่ยงภาวะเศรษฐกิจเติบโตร้อนแรงเกินไป ซึ่งจะส่งผลให้เฟดต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น และจะยิ่งเพิ่มโอกาสเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยมากขึ้น
ทั้งนี้ ถ้อยแถลงของนายพาวเวลล์หนุนให้ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ ที่เทียบ ตะกร้าสกุลเงินหลักของโลก ปรับขึ้นไปอยู่ที่ 90.50 จุด สูงสุดในรอบ 3 สัปดาห์ ก่อนจะลดลงมาอยู่ที่ 90.40 จุด ในวันที่ 28 ก.พ.
นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงนำประเด็นนี้ไปพูดคุยในการประชุมเดือน มี.ค. หากเฟดขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้งจริง อาจช่วยลดแรงกดดันเงินทุนไหลเข้า ดีต่อค่าเงินมากขึ้น เพราะอาจทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐมีทิศทางแข็งค่าขึ้น เงินบาทก็จะอ่อนค่าลง
ด้าน น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง และโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กรณีนายพาวเวลล์ ได้แถลงนโยบายทางการเงินต่อสภาคองเกรสสหรัฐ ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้งในปีนี้ เป็นเรื่องที่ สศค.ติดตามข้อมูลใกล้ชิด ซึ่ง สศค.คาดว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ 3 ครั้ง และไม่กระทบการขยายตัวเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 4.2%
น.ส.กุลยา กล่าวว่า ตลาดคาดการณ์มานานแล้วว่า เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือน มี.ค.นี้ ซึ่งไม่มีผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายของไทยมากนัก เพราะนักลงทุนรับรู้เรื่องนี้มานานและปรับการลงทุนที่มองไปในอนาคตแล้ว เชื่อว่า ค่าเงินบาทปีนี้จะผันผวนน้อยกว่าปีที่แล้ว และแข็งค่าขึ้นมาอีกนิดหน่อยอยู่ที่ 31.25 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ







