posttoday
สีจิ้นผิงกุมบัลลังก์ ปูทางจีนยุคใหม่

สีจิ้นผิงกุมบัลลังก์ ปูทางจีนยุคใหม่

26 กุมภาพันธ์ 2561

นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์ "คณะกรรมาธิการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เสนอให้ถอดข้อความที่แสดงว่าประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน จะไม่ดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระออกจากรัฐธรรมนูญของประเทศ" สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬารในแผ่นดินมังกร เพราะจะเปิดทางให้ "สีจิ้นผิง" ประธานาธิบดีคนปัจจุบันจะยังคงกุมบังเหียนประเทศต่อไปอย่างไม่มีกำหนด จากเดิมที่ดำรงตำแหน่งได้สูงสุด 10 ปี

นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

"คณะกรรมาธิการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เสนอให้ถอดข้อความที่แสดงว่าประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน จะไม่ดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระออกจากรัฐธรรมนูญของประเทศ" สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬารในแผ่นดินมังกร เพราะจะเปิดทางให้ "สีจิ้นผิง" ประธานาธิบดีคนปัจจุบันจะยังคงกุมบังเหียนประเทศต่อไปอย่างไม่มีกำหนด จากเดิมที่ดำรงตำแหน่งได้สูงสุด 10 ปี

แม้คำประกาศดังกล่าวจะสร้างความสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ทั้งในจีนและทั่วโลก แต่บรรดานักสังเกตการณ์ที่จับตาความเป็นไปในจีนอย่างใกล้ชิดหลายรายกล่าวตรงกันว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่น่าแปลกใจนัก เพราะเริ่มมีสัญญาณมาตั้งแต่การประชุมพรรคคอมมิวนิสต์เมื่อเดือน ต.ค. 2017 ซึ่งสีได้เปิดเผย "วิสัยทัศน์ 30 ปี" ระหว่างปี 2020-2050 โดยมีจุดมุ่งหมายให้จีนขึ้นเป็นประเทศผู้นำโลกทั้งในด้านความแข็งแกร่งของประเทศและการมีอิทธิพลระดับนานาชาติ แผนวิสัยทัศน์ 30 ปีดังกล่าวจึงหมายความว่าสีต้องการเวลามากกว่า 5 ปี ก่อนจะหมดวาระดำรงตำแหน่งปี 2023 ในขณะนั้น เพื่อทำให้เป้าหมายเป็นจริง

ขณะที่การบรรจุให้ "แนวคิดของ สีจิ้นผิงด้านสังคมนิยมตามแบบฉบับจีนยุคใหม่" ที่มุ่งเพิ่มบทบาทของพรรคคอมมิวนิสต์ในการควบคุมกิจการทุกด้านของจีน ตั้งแต่ด้านเศรษฐกิจไปจนถึงกิจกรรมของประชาชนใน โซเชียลมีเดีย ลงในรัฐธรรมนูญของประเทศ ก็ยังนับเป็นการยกให้สีจิ้นผิงมีฐานะเทียบเท่ารัฐบุรุษอย่างเหมาเจ๋อตง และเติ้งเสี่ยวผิง จนทำให้ทั่วโลกต้องจับตามองกันไปก่อนหน้านี้

ด้วยเหตุนี้ การทลายกำแพงจำกัดเวลาดำรงตำแหน่ง จึงตอกย้ำว่าสีจิ้นผิงคือผู้ที่จะนำจีนก้าวไปสู่ยุคใหม่ ผ่านการผลักดันนโยบายต่างๆ อย่างต่อเนื่องหลากหลายมิติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างจีนที่ทรงอิทธิพลทั้งในทางเศรษฐกิจและการเมืองในอนาคต

แม้ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าความเคลื่อนไหวถัดไปของผู้นั่งบัลลังก์มังกรคืออะไร แต่ในอีกไม่ช้าการเร่งเดินเครื่อง "โครงการ 1 แถบ 1 เส้นทาง" (One Belt, One Road : OBOR) ที่ สีจิ้นผิงริเริ่มขึ้นเมื่อปี 2013 จะได้รับการผลักดันอย่างเข้มแข็งกว่าที่ผ่านๆ มาอย่างแน่นอน โดยโครงการดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายขยายเส้นทางการค้าทั้งทางบกและทางทะเลของจีนกับ 65 ประเทศ ครอบคลุม 60% ของขนาดเศรษฐกิจ (จีดีพี) ทั่วโลก

โครงการดังกล่าวทำให้จีนรุกเข้าไปลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและซื้อกิจการต่างชาติที่อยู่ในบริเวณแนวโครงการดังกล่าว โดยนับตั้งแต่ปี 2016 ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (เอไอไอบี) ของจีน ปล่อยกู้ไปแล้วราว 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.4 หมื่นล้านบาท) สำหรับโครงการดังกล่าว ขณะที่รอยเตอร์สรายงานว่า ยอดการซื้อกิจการต่างชาติตามแนวบริเวณ OBOR ของจีน อยู่ที่ 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1 ล้านล้านบาท) จนถึงช่วงเดือน ส.ค. 2017 สูงกว่าตัวเลขดังกล่าวที่ 3.1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 9.72 แสนล้านบาท) ในช่วงปี 2016 ทั้งปี

อย่างไรก็ดี การตะลุยเข้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและซื้อธุรกิจอย่าง ต่อเนื่องตามโครงการ OBOR ได้สร้างความวิตกให้นานาชาติมากขึ้นทุกขณะ เพราะแม้ว่าประเทศที่จีนเข้าไปลงทุนจะได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่อิทธิพลของจีนก็จะเพิ่มขึ้นมาด้วยเช่นกัน ซึ่งจะบั่นทอนความมั่นคงและการตัดสินใจทางธุรกิจและเศรษฐกิจในเวลาต่อไป โครงการ OBOR จึงได้รับการคัดค้านอย่างหนัก โดยเฉพาะจาก "อินเดีย" ที่กำลังหันไปร่วมมือกับญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และสหรัฐ เพื่อผลักดัน "แผนยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก" ขึ้นมาเพื่อคานอำนาจกับจีน

ทว่า การเปิดทางให้สีจิ้นผิงมีอำนาจเบ็ดเสร็จกำลังจะเริ่มทำให้อินเดียนั่งไม่ติด โดยสำนักข่าว อีโคโนมิกไทมส์ของอินเดีย รายงานว่า สีจิ้นผิงซึ่งคาดว่าจะผลักดันโครงการ OBOR สุดกำลัง มีแนวโน้มบั่นทอนเสถียรภาพและความมั่นคงของอินเดียมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นความขัดแย้งต่อเนื่องมาจากความไม่พอใจที่โครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน-ปากีสถาน กินขอบเขตพาดผ่านแคชเมียร์ ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทระหว่างอินเดียและปากีสถาน ซึ่งหนังสือพิมพ์เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ รายงานเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.ที่ผ่านมา ว่า จีนกำลังเสริมกำลังทหารในชายแดนใกล้กับเขตดอกลัม (Doklam) ซึ่งเป็นพรมแดนระหว่างจีน อินเดีย และภูฏาน และเคยเกิดเหตุที่ทหารอินเดียและจีนเผชิญหน้ากันไปก่อนยุติลงเพื่อการประชุมกลุ่มบริกส์เมื่อเดือน ก.ย.

นอกจากประเด็นเรื่องพื้นที่พิพาทแล้ว การกระชับความร่วมมือระหว่างจีนและปากีสถานยิ่งขึ้นภายใต้การนำของสี ทำให้อินเดียต้องเพิ่มการจับตามองจีนมากกว่าเดิม

ไม่เพียงแค่อินเดียและชาติเอเชียจะรู้สึกวิตกกับการแผ่โครงการ OBOR ของสีจิ้นผิงเท่านั้น บรรดาประเทศยุโรปเองก็เริ่มแสดงความกังวลมากยิ่งขึ้น หลังจีนเดินหน้าลงทุนในยุโรป โดยสำนักข่าว ไอริช เอ็กซ์แซมมิเนอร์ รายงานว่า ขณะนี้มูลค่าการลงทุนจากจีนในแถบยุโรปตอนกลางและยุโรปตะวันตก พุ่งขึ้นเกิน 9,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.82 แสนล้านบาท) แล้ว

ขณะเดียวกันนอกจากเร่งเกียร์ OBOR จนคาดว่าจะสร้างความหวาดหวั่นให้นานาประเทศในอนาคตแล้ว สีจิ้นผิงคาดว่าจะผลักดันการลงทุนด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ด้วยเช่นกัน เพื่อสร้างกลไกการขยายตัวทางเศรษฐกิจใหม่ตามแผนการ "เมดอินไชน่า 2025" จากเดิมที่หวังพึ่งพาการปล่อยสินเชื่อและภาคการผลิตแบบเดิมๆ

เซาท์ ไชน่า มอนิ่ง โพสต์ รายงานว่ารัฐบาลจีนทุ่มลงทุนพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีมาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนระบุว่า งบประมาณสำหรับพัฒนาและวิจัยเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น 10.6% ไปอยู่ที่ 2.37 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 7.43 ล้านล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วน 2.1% ของเศรษฐกิจ โดยเทงบไปด้านนวัตกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างให้จีนกลายเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ของโลกภายในปี 2030

การทลายกฎเปิดทางให้สีจิ้นผิง นั่งบนบัลลังก์มังกรได้อย่างที่เรียกว่า "อาจจะตลอดชีวิต" นั้น จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญซึ่งต้องจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไป เพราะไม่เพียงปูทางสู่การสร้างความแข็งแกร่งให้จีนยุคใหม่เท่านั้น แต่การขยับของพญามังกรจะส่งแรงกระเพื่อมไปยังเพื่อนบ้านโดยรอบด้วยเช่นกัน n

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ