
‘แมกซี่’เจาะเบี้ยกลุ่มพีทูพี
แมกซี่โบรกเกอร์ กางแผนดิจิทัลจับมือสตาร์ทอัพ บริษัทประกัน ขายกรมธรรม์พีทูพีให้ลูกค้าขับรถดี หวังปีนี้โต 15% ขายเบี้ย 1,500 ล้าน
แมกซี่โบรกเกอร์ กางแผนดิจิทัลจับมือสตาร์ทอัพ บริษัทประกัน ขายกรมธรรม์พีทูพีให้ลูกค้าขับรถดี หวังปีนี้โต 15% ขายเบี้ย 1,500 ล้าน
นายจิตวุฒิ ศศิบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ เปิดเผยว่า บริษัทจะร่วมมือกับพันธมิตรที่เป็นสตาร์ทอัพ และบริษัทประกันภัยอีก 4-5 แห่ง เพื่อเพิ่มช่องทางขายใหม่ผ่านดิจิทัลในรูปแบบของพีทูพี (Peer-to-Peer) เป็นการดึงกลุ่มคนที่ขับรถดีมารวมตัวกันเพื่อซื้อประกัน ซึ่งหากรถภายในกลุ่มไม่มีการเคลมเกิดขึ้นในปี คุ้มครองนั้น ก็จะได้รับส่วนลดประวัติดีและได้รับเงินคืนอีกด้วย คาดว่าจะเปิดตัวอย่างทางการได้ในช่วงกลางปีนี้
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของช่องทางดิจิทัลนั้นคงเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะเป็นช่วงเริ่มต้นและต้องใช้เวลาในการเติบโต โดยในระยะแรกคงเป็นเรื่องของการรองรับเรื่องบริการมากกว่า
"เราคาดว่าถ้ามีโปรแกรมแบบพีทูพี ออกมา จะทำให้ลูกค้ามาต่ออายุเบี้ยประกัน มากขึ้น จากปกติที่มีเบี้ยต่ออายุประมาณ 65-70% และมีลูกค้าหายไปอยู่ที่อื่น 25-30% โดยปัจจุบันเรามีฐานลูกค้ารถหรูจากบริษัทแม่ประมาณ 50% และรถทั่วไปอีก 50% ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นรถป้ายแดงเป็นหลัก" นายจิตวุฒิ กล่าว
นายจิตวุฒิ กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าเติบโตไว้ที่ 15% หรือทำเบี้ยให้ได้ 1,500 ล้านบาท โดยธุรกิจหลักก็ยังมาจากเบี้ยประกันภัยรถยนต์ 75% ส่วนที่เหลือก็มาจากเบี้ยประกันภัยทรัพย์สิน เบี้ยประกันชีวิตและสุขภาพ และเบี้ยประกันภัยต่อ ซึ่งช่องทางขายหลักยังมาจากทางโทรศัพท์และการพบปะกับลูกค้าโดยตรง
สำหรับกลยุทธ์ในปีนี้จะขยายในส่วนของธุรกิจประกันชีวิตและประกันสุขภาพมาก ขึ้น เพื่อให้สอดรับกับสิทธิลดหย่อนภาษีประกันสุขภาพ 1.5 หมื่นบาท และการตื่นตัวเรื่องประกันสุขภาพของคนไทย
นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของประกันภัยต่อที่ปีนี้ตั้งเป้าทำเบี้ยให้ได้ประมาณ 5 ล้านบาท และปี 2562 ถึงจะมุ่งเติบโตอย่างเต็มที่ โดยปัจจุบันบริษัทมีใบอนุญาตให้บริการหมดทั้งประกันวินาศภัย ประกันชีวิต และประกันภัยต่อ ซึ่งตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา บริษัทก็มีอัตราเติบโตต่อเนื่องปีละไม่ต่ำกว่า 10%
ทั้งนี้ ในส่วนของผลการดำเนินงานในปี 2560 ทำเบี้ยได้ 1,300 ล้านบาท เติบโต 13% แต่ในส่วนของรายได้จากค่านายหน้าเติบโต 8% คิดเป็นเงิน 100 ล้านบาท จากเดิมที่คาดว่าจะได้ประมาณ 200 ล้านบาท แต่เนื่องจากในปีที่ผ่านมามีการแข่งขันเรื่องเบี้ยรุนแรง และเกิดเหตุน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ถึง 4 ครั้ง ทำให้ลูกค้าของบริษัทได้รับผลกระทบและมีอัตราความเสียหายต่อเบี้ยประกันหรือยอดเคลมเพิ่มสูงขึ้น บริษัทเองจึงยอมลดรายได้ในส่วนของค่านายหน้าลง เพื่อช่วยเหลือบริษัทประกันไปด้วย







