posttoday
จีนไล่บี้คุมเอกชน ปลดชนวนระเบิดหนี้

จีนไล่บี้คุมเอกชน ปลดชนวนระเบิดหนี้

22 กุมภาพันธ์ 2561

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์ในกลางปี 2017 ที่ผ่านมา จีนเข้าสกัดทุนยักษ์ใหญ่ของจีน 4 แห่ง ของมหาเศรษฐี 4 คน ซึ่งมีสัดส่วนการซื้อกิจการคิดเป็น 14% ของการซื้อกิจการในต่างประเทศทั้งหมดของจีนในช่วงเวลาเพียงแค่ 3 ปี โดยแม้จีนจะผลักดันให้กิจการในประเทศไปซื้อบริษัทต่างชาติเพื่อนำความรู้มาใช้พัฒนาประเทศตามแผนสร้างนวัตกรรม "เมดอินไชน่า 2025" แต่กิจการเหล่านั้นกลับไปซื้อในภาคส่วนอื่นที่ไม่มีประโยชน์ต่อแผนการของจีน จนทำให้เงินทุนไหลออกโดยใช่เหตุ

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ในกลางปี 2017 ที่ผ่านมา จีนเข้าสกัดทุนยักษ์ใหญ่ของจีน 4 แห่ง ของมหาเศรษฐี 4 คน ซึ่งมีสัดส่วนการซื้อกิจการคิดเป็น 14% ของการซื้อกิจการในต่างประเทศทั้งหมดของจีนในช่วงเวลาเพียงแค่ 3 ปี โดยแม้จีนจะผลักดันให้กิจการในประเทศไปซื้อบริษัทต่างชาติเพื่อนำความรู้มาใช้พัฒนาประเทศตามแผนสร้างนวัตกรรม "เมดอินไชน่า 2025" แต่กิจการเหล่านั้นกลับไปซื้อในภาคส่วนอื่นที่ไม่มีประโยชน์ต่อแผนการของจีน จนทำให้เงินทุนไหลออกโดยใช่เหตุ

อย่างไรก็ตาม เหตุผลด้าน "เงินทุนไหลออก" ซึ่งสร้างความปั่นป่วนให้กับค่าเงินหยวน ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่จีนเข้าไปสกัดการซื้อกิจการนอกประเทศของเอกชน แต่ยังเป็นเพราะ "หนี้" ที่เกิดขึ้นจากการหาทุนเพื่อไปซื้อกิจการต่างชาติด้วย

จากข้อมูลและการคำนวณของ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก พบว่าหนี้โดยรวมของจีนจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับราว 260% ในปัจจุบัน เป็นมากกว่า 325% ของขนาดเศรษฐกิจภายในปี 2022 และการที่หน่วยงานจีนอย่างคณะกรรมการกำกับดูแลด้านประกันภัยแห่งชาติจีน (ซีไออาร์ซี) ประกาศเข้า "กุมบังเหียนบริษัทเอกชนอย่างเบ็ดเสร็จ" ก็นับเป็นข้อพิสูจน์ต่อความพยายามสกัดหนี้ดังกล่าวของจีนได้เป็นอย่างดี

ซีไออาร์ซีจะเทกโอเวอร์ควบคุมการบริหารบริษัท "อันปัง อินชัวรันส์ กรุ๊ป" ยักษ์ใหญ่ในภาคธุรกิจประกันของจีน ด้วยการส่งทีมบริหาร ประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่จากซีไออาร์ซี ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่จากธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) และเจ้าหน้าที่ด้านกำกับดูแลต่างๆ เข้าไปดูแลอันปังเป็นเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยแม้จะไม่มีการเปิดเผยตัวเลข "หนี้" ของอันปัง แต่ซีไออาร์ซีระบุในแถลงการณ์ว่า อันปังฝ่าฝืนกฎหมายและกฎข้อบังคับด้านการกำกับดูแล ซึ่งสร้างความเสี่ยงร้ายแรงต่อความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัท

นอกจากนี้ ซีไออาร์ซียังสอบสวน "อู๋เสี่ยวฮุย" ประธานและผู้ก่อตั้งบริษัท ในข้อหาก่ออาชญากรรมทางเศรษฐกิจ โดยมีรายงานว่าอู๋เสี่ยวฮุยโดนทางการควบคุมตัวไว้มาตั้งแต่กลางปีที่แล้ว

ไม่ใช่แค่อันปังที่มีปัญหาหนี้พอกจากการเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศ ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา บลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวว่า "เอชเอ็นเอ กรุ๊ป" ได้ผิดนัดชำระหนี้ธนาคารบางแห่งในจีนโดยไม่ได้ระบุมูลค่า โดยเอชเอ็นเอกรุ๊ปก็เป็น 1 ใน 4 บริษัทที่จีนเรียก เข้าพบเพื่อสกัดการลงทุนใน ต่างประเทศด้วย

"มูลเหตุจูงใจกรณีอันปังไม่ใช่แค่การส่งสัญญาณเตือน แต่ยังเป็นความกังวลที่เกิดขึ้นจริงว่าเอกชนกำลังจะเผชิญกับการผิดนัดชำระหนี้ และผล กระทบจะเกิดกับบรรดานักลงทุน ซึ่งซื้อผลิตภัณฑ์ของบริษัทนั้น" ทอม ราฟเฟอร์ตี ผู้เชี่ยวชาญจากอีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต เปิดเผยกับบีบีซี

ทั้งนี้ อันปังไม่ใช่เจ้าเดียวที่ซีไออาร์ซีพยายามปรามการก่อหนี้ โดยหลังจากเข้าเทกโอเวอร์อันปัง หน่วยงานกำกับดูแลดังกล่าวได้แจ้งเตือนไปยังอีก 3 บริษัทประกัน ได้แก่ "ผิงอัน อันชัวรันส์" "นิวไชน่า ไลฟ์ อินชัวรันส์" และ "ไชน่า รี แอสเซท แมเนจเมนต์" ให้ปรับปรุงการลงทุนในต่างประเทศ และระบุว่าทั้ง 3 บริษัทดังกล่าวละเมิดกฎการลงทุนที่ประกาศใช้เมื่อปี 2012 โดยไม่ได้ระบุความผิดที่ชัดเจน

การแก้ปัญหาหนี้ภาคเอกชนของจีนยังรวมไปถึงการกดดันให้เอกชนขายสินทรัพย์ในต่างประเทศ โดยก่อนหน้านี้บลูมเบิร์กเคยรายงานอ้างแหล่งข่าวว่าทางการจีนพยายามกดดันให้อันปังต้องขายทรัพย์สินที่ซื้อในต่างประเทศเพื่อชดใช้หนี้ หลังอันปังประสบความสำเร็จในการเข้าซื้อกิจการนอกประเทศตั้งแต่ธุรกิจประกันจนถึงโรงแรมรวมราว 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.3 แสนล้านบาท)

บลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวว่า แบล็กสโตน กรุ๊ป บริษัทบริหารจัดการสินทรัพย์รายใหญ่จากสหรัฐกำลังเตรียมขอเจรจาซื้อหุ้นกลุ่มโรงแรมคืนจากอันปัง ได้แก่ หุ้นของ วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย ซึ่งอันปังซื้อไปในมูลค่าเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 6.2 หมื่นล้านบาท) และหุ้นของสเตรเทจิก โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท ธุรกิจโรงแรมหรูจากสหรัฐ ซึ่งอันปังเข้าซื้อด้วยวงเงิน 6,500 ล้านดอลลาร์ (ราว 2 แสนล้านบาท) โดยทางการจีนจะคอยดูแลการซื้อขายหุ้นคืนดังกล่าว

ขณะที่ "ต้าเหลียน วันดา กรุ๊ป" อีก 1 ใน 4 บริษัทที่จีนเรียกเข้าพบเมื่อกลางปี 2017 ยังต้องขายหุ้น 17% ในสโมสรฟุตบอลสเปนที่ซื้อไว้ในปี 2015 ในมูลค่า 52 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,612 ล้านบาท) ซึ่งทำให้วันดากลายเป็นทุนใหญ่จากจีนรายแรกที่ขายสโมสรฟุตบอลยุโรป โดยการขายดังกล่าวเกิดขึ้นหลัง หวังเจี้ยนหลิน ประกาศจะลดหนี้ของบริษัทให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย เพื่อหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้

การปราบปรามหนี้ของจีนไม่ได้กดดันแค่เอกชนในประเทศเพียงที่เดียวเท่านั้น แต่ในเมื่อการเข้าซื้อกิจการของเอกชนเกิดขึ้นในประเทศ ทำให้กิจการและรัฐบาลอื่นๆ ทั่วโลกต้องเผชิญกับความ "ปั่นป่วน" ไปด้วย

ขณะที่ฝั่งแคนาดา หลายฝ่ายยังเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณายกเลิกดีลการขายธุรกิจดูแลสุขภาพ รีไทร์เมนต์ คอนเซ็ปต์ส ที่มีการอนุมัติให้อันปังไปเมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา เพราะไม่ต้องการให้ธุรกิจของประเทศตกไปอยู่ในมือของรัฐบาลจีน

ส่วนฟากสหรัฐแม้จะยังไม่มีการแสดงท่าทีที่ชัดเจน แต่การเข้าเทกโอเวอร์อันปังจะทำให้รัฐบาลจีนได้สิทธิในการบริหาร วอลดอร์ฟ แอสโทเนีย โรงแรมในนิวยอร์ก และโรงแรมในเครือของสเตรเตจิก โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท ธุรกิจโรงแรมหรูในสหรัฐ

การเข้า "กุมบังเหียน" อันปังของรัฐบาลจีนจึงเป็นสัญญาณที่บอกกับโลกว่า จีนจะเอาจริงด้านการกำจัดหนี้ในภาคเอกชน โดยไม่สนว่าเอกชนนั้นจะรายใหญ่มากเพียงใด และยังเป็นการย้ำเตือนด้วยว่ารัฐบาลจีนยังคงเป็นผู้ควบคุมเศรษฐกิจของแดนมังกรเอาไว้อย่างเหนียวแน่น n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท