posttoday
เปิดตัว 7 วิสาหกิจชุมชน ธรรมศาสตร์โมเดล รุ่น 3

เปิดตัว 7 วิสาหกิจชุมชน ธรรมศาสตร์โมเดล รุ่น 3

25 กุมภาพันธ์ 2561

ความสำเร็จของโครงการสมาคมเพื่อนชุมชน-ธรรมศาสตร์โมเดล

โดย ปิยนุช ผิวเหลือง

ความสำเร็จของโครงการสมาคมเพื่อนชุมชน-ธรรมศาสตร์โมเดล ที่มีนโยบายหลักในการพัฒนาและยกระดับศักยภาพสินค้าและบริการของวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ จ.ระยอง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทางด้านการค้า
และรายได้ให้กับคนในชุมชน อันจะนำมาซึ่งการสร้างเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืนจำนวน 2 รุ่นที่ผ่านมา ล่าสุดทางสมาคมเพื่อนชุมชนได้เปิดตัว 7 วิสาหกิจชุมชนในพื้นที่มาบตาพุดคอมเพล็กซ์ ตามแนวทางธรรมศาสตร์โมเดลรุ่นที่ 3

สำหรับ 7 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนรุ่นที่ 3 นี้ ทางโครงการสมาคมเพื่อนชุมชน-ธรรมศาสตร์โมเดล ได้เข้าไปสนับสนุนช่วยเหลือเพื่อต่อยอดการบริหารจัดการ ปรับปรุงรูปแบบและคุณภาพสินค้า ตลอดจนเพิ่มศักยภาพการบริการเพื่อขยายช่องทางและรายได้ให้กับคนในชุมชน โดยจุดเริ่มต้นและความสำเร็จของทั้ง 7 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนนั้น สมบูรณ์สุทัศน์ พูลนิน ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลิตภัณฑ์ป่าชุมชนตำบลเนินพระ เล่าว่า จุดเริ่มต้นในการเข้าร่วมโครงการนี้ เพิ่งเริ่มต้นได้เพียง 1 เดือนเกิดจากเดิมได้ตั้งกลุ่มน้ำชะมวงป่าชุมชนขึ้น และนำวัตถุดิบที่ขึ้นชื่อของ จ.ระยอง นั่นคือ ชะมวงมาต่อยอดทำเป็น “น้ำชะมวง” เพื่อตอบโจทย์คนรักษ์สุขภาพ แต่ยังมีข้อจำกัดด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ ดังนั้นทางกลุ่มนักศึกษาจากธรรมศาสตร์จึงเข้ามาช่วยเหลือ และขยายช่องทางการจัดจำหน่าย อาทิ เซเว่นอีเลฟเว่น

ด้าน ประคอง เกิดมงคล ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์จากผ้าชุมชนมาบชลูด กล่าวว่าหลังจากทางกลุ่มได้เข้าร่วมโครงการ ทำให้ผลิตภัณฑ์กระเป๋าที่ผลิตจากผ้าสามารถสร้างรายได้ให้กับกลุ่มแม่บ้านในชุมชนได้มากขึ้น เนื่องจากได้รับคำแนะนำด้านการออกแบบและผลิตกระเป๋า ทั้งคัดเลือกวัตถุดิบที่ดีขึ้น พัฒนารูปแบบกระเป๋าให้มีความทนทาน เลือกวัสดุที่กันน้ำ ทำให้สินค้าสามารถขยายกลุ่มไปยังวัยรุ่นและคนทำงาน โดยจัดจำหน่ายราคาเฉลี่ย 220-450 บาท

ส่วนทางด้านวิสาหกิจชุมชนมาบตาพุด ลิตเติ้ลเมอเมดคอสเมติกส์ นำโดย พัทธรีย์ นาคนุช รองประธาน เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการคิดค้นผลิตภัณฑ์มาจากปัญหาด้านผิวหน้าและการแพ้สารเคมีรุนแรง ได้เป็นสบู่จากธรรมชาติ จากนั้นจึงมีการรวมกลุ่มร่วม 6 เดือน และเริ่มตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา โดยสินค้าที่ผลิตนั้นจะมีทั้งกลุ่มสกินแคร์ อาทิ เซรั่มบำรุงผิวหน้า ครีมกันแดด ครีมทารักแร้ขาว และสบู่จากสมุนไพรธรรมชาติ ซึ่งการรวมตัวเป็นวิสาหกิจนั้นมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อให้คนในชุมชนใช้สินค้าราคาถูก ที่มีคุณภาพสูง

ทั้งนี้ หลังจากที่เข้าโครงการสมาคมเพื่อนชุมชน-ธรรมศาสตร์โมเดล รุ่นที่ 3 ทางกลุ่มมีการพัฒนาสินค้าที่มีความหลากหลายมากขึ้น โดยตัวผลิตภัณฑ์สบู่จะใช้วัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นเป็นส่วนผสมหลัก ไม่ว่าจะเป็น ลูกพรุน สับปะรด ไข่ขาว กล้วยหอม
จำหน่ายในราคา 69 บาท/ก้อน ขณะที่สินค้าในกลุ่มสกินแคร์จำหน่ายในราคา 250 บาท ครีมทารักแร้ขาวราคา 59 บาท

นอกจากนี้ ทางกลุ่มมีความต้องการขยายกลุ่มเป้าหมาย และพื้นที่จัดจำหน่ายให้กว้างขึ้น โดยนักศึกษาอยู่ระหว่างศึกษาแผนเพื่อนำสินค้าวางจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ อาทิ ลาซาด้า ด้วย ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์สกินแคร์นั้น ได้มีการส่งออกไปยังประเทศเวียดนามแล้ว ผ่านตัวแทนนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮานอย

เปิดตัว 7 วิสาหกิจชุมชน ธรรมศาสตร์โมเดล รุ่น 3

ด้าน ลัดดา ศิราวาริน ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) บ้านฉาง เล่าว่า นโยบายของภาครัฐสนับสนุนการปลูกมันสำปะหลังแปลงใหญ่ โดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างฐานรากเศรษฐกิจให้มั่นคง ทางกลุ่มจึงได้ร่วมมือกับนักศึกษาธรรมศาสตร์ในการแปรรูปมันสำปะหลังเป็นผลิตภัณฑ์สแน็กทานเล่น ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากถึง 4 เท่า จากเดิมที่หากขายมันสำปะหลังให้กับโรงงานจะได้ราคาเพียง 2.50 บาท/กิโลกรัม (กก.) แต่หากนำมาแปรรูปเป็นสแน็กจะได้ราคาเพิ่มถึง 10 บาท/กก.

“ขั้นตอนในขณะนี้อยู่ในช่วงเริ่มต้นการคิดค้นสูตรต่างๆ เพื่อให้ได้มาตรฐาน โดยกลุ่มสมาคมเพื่อนชุมชนและนักศึกษาธรรมศาสตร์ได้เข้ามาช่วยเหลือในเรื่องการคิดสูตร เพื่อให้สินค้าสามารถเก็บไว้ได้นานขึ้น การหาแพ็กเกจจิ้งที่เหมาะสม มีความทันสมัย
สามารถแข่งขันได้ การคิดชื่อแบรนด์ การออกแบบโลโก้ผลิตภัณฑ์ รวมทั้งมีแผนการพัฒนาเว็บเพจเพื่อนำสินค้าจากชุมชนไปวางจำหน่าย ซึ่งเชื่อมั่นว่าในอนาคตทางชุมชนจะมีรายได้เพิ่มขึ้น และไม่ต้องมากังวลเกี่ยวกับภาวะขาดทุนจากราคาพืชผลเกษตรที่ตกต่ำอีกต่อไป เป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงตามแนวทางที่รัฐบาลวางไว้” ลัดดา กล่าว

ด้าน ณภัทร ภูมิรัตนโชติ เลขาประธานวิสาหกิจชุมชนเขาไผ่น้ำดื่ม กล่าวว่า เดิมทางกลุ่มผลิตน้ำดื่มอยู่แล้ว และมีกลุ่มแม่บ้านที่ทำกะปิขายทั่วไป ซึ่งได้หารือกันว่าจะทำอย่างไรที่จะต่อยอดผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน จนมองว่าในชุมชนมีผักต่างๆ หลายชนิด ถ้าขายทั่วไปก็ได้ราคาไม่สูง จึงได้นำผักและวัตถุดิบกะปิมาแปรรูปเป็นอาหารกล่องเป็นน้ำพริกกะปิ ผักดองระยองฮิขึ้น เพื่อวางจำหน่ายตามท้องตลาดและในโรงงานอุตสาหกรรมมาบตาพุด รวมถึงรับจัดข้าวกล่องตามงานเลี้ยงต่างๆ
ซึ่งหลังจากที่ได้เข้าร่วมกับโครงการนี้ กำลังวางแผนเพื่อพัฒนาสินค้า โดยต้องการให้สินค้ามีอายุการเก็บให้นานขึ้น เพื่อส่งไปขายยังพื้นที่อื่นได้

รวมทั้งล่าสุดได้ร่วมกับโครงการสมาคมเพื่อนชุมชน-ธรรมศาสตร์โมเดล ในการนำวัตถุดิบหลักที่ขึ้นชื่ออย่างใบชะมวงมาต่อยอดเป็นน้ำพริกกะปิหมูชะมวงในรูปแบบบรรจุขวดที่ทันสมัย สะดวกในการพกพา โดยเป้าหมายหลักเพื่อต้องการให้เป็นตัวแทนหลักในด้านของฝากโดดเด่นของภาคตะวันออกและมีแผนจะนำสินค้าเข้าไปวางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่นต่อไปด้วย โดยขั้นตอนขณะนี้อยู่ระหว่างการขอฉลากแสดงคุณค่าโภชนาการกับทางหน่วยงานราชการ ซึ่งหลังจากที่ได้ทดลองทำมาเป็นระยะเวลา 2 เดือน ได้รับผลตอบรับดีมาก

ส่วนกลุ่มวิสาหกิจสกรีนผ้าชุมชนตลาดห้วยโป่งโดย กัญชลิกา เพ็งเกษม ประธานกลุ่ม เล่าว่าจุดเริ่มต้นของผลิตภัณฑ์ผ้าสกรีนเริ่มต้นจากตัวแทนของสมาคมเพื่อนชุมชนได้เข้ามาแนะนำอาชีพเสริมเพื่อต่อยอดรายได้ให้กับคนในชุมชน ซึ่งทางกลุ่มพิจารณาและได้เลือกทำการสกรีนผ้า เนื่องจากสมาชิกบางส่วนจำหน่ายเสื้อผ้าอยู่แล้ว ซึ่งเริ่มต้นนั้นจะสกรีนเพียงแค่เสื้อตามเทศกาลต่างๆ อาทิ สงกรานต์ วาเลนไทน์ วันพ่อ วันแม่ เพื่อจำหน่ายตามโรงงานของสมาคมเพื่อนชุมชนและในสวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ทั้งนี้ หลังจากที่ได้เข้าร่วมโครงการสมาคมเพื่อนชุมชน-ธรรมศาสตร์โมเดล ทางนักศึกษาได้เข้ามาช่วยในเรื่องของการเพิ่มความหลากหลายของช่องทางจำหน่ายและรูปแบบเสื้อให้มีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบโทนสี การเพิ่มรูปแบบเสื้อ เพื่อขยาย
กลุ่มลูกค้าที่เป็นวัยรุ่นมากขึ้น ภายใต้แบรนด์ “มัดใจ”รวมทั้งในอนาคตทางกลุ่มมีแผนจะนำเสื้อสกรีนวางจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ด้วย

ทางด้าน สมเดช พรโสภณ ประธานวิสาหกิจชุมชนแปรรูปอาหารวัดกรอกยายชา เล่าว่า แต่เดิมคนในชุมชนได้มีการผลิตแหนมเป็นอาชีพเดิมอยู่แล้วแต่หลังจากที่เข้าร่วมโครงการนี้ ทางนักศึกษาได้เข้ามาต่อยอดด้วยการนำแหนมสดไปผลิตข้าวทอดยำแหนม ที่จำหน่ายในรูปแบบสำเร็จรูปพร้อมรับประทานจำหน่ายในราคา 59 บาท/กล่อง ส่งผลให้ทางกลุ่มมีรายได้เพิ่มขึ้น ขณะที่มีการนำแหนมมาพัฒนาในเรื่องของแพ็กเกจจิ้งที่สวยงาม เพื่อซื้อเป็นของขวัญของฝากด้วย ส่งผลให้ทางกลุ่มมีรายได้มากขึ้น จากเดิมที่การออกงานจำหน่ายสินค้าแต่ละครั้งจะมีรายได้อยู่ที่ 2,000-2500 บาท เพิ่มขึ้น 5,000 บาท/วัน ซึ่งในอนาคตมีแผนที่จะนำแหนมเข้าไปวางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อด้วย

ทั้งนี้ การพัฒนาวิสาหกิจชุมชนทั้ง 7 แห่งมุ่งต่อยอดการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก สู่เป้าหมายการสร้างเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท