
กลเม็ดเด็ดชีพเผด็จการ
"ง่ายที่สุดคือทำให้ทหารเป็นตัวตลก"
โดย ทวี สุรฤทธิกุล
"ง่ายที่สุดคือทำให้ทหารเป็นตัวตลก"
นี่คือคำพูดของท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช "ซือแป๋แห่งซอยสวนพลู" ที่ได้รับการยอมรับจากผู้คนร่วมสมัยว่าเป็น "ปรอทและ เข็มทิศของการเมืองไทย" ที่เคยต่อสู้กับเผด็จการทหารมากว่าครึ่งศตวรรษ ตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 2485 จนถึงปี 2538 ที่ท่านถึง แก่อสัญกรรม
ย้อนไปในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์กำลังศึกษาระดับปริญญาตรีอยู่ที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ในวัย 21 ปี ที่ "ไฟ" กำลังพลุ่งพล่าน ท่านก็เหมือนกับคนหนุ่มสาวทั้งหลายในยุคนั้น (ที่จริงคนหนุ่มสาวทุกยุคทุกสมัยก็มีไฟแรงมากๆ เหมือนกัน เพียงแต่จะใช้ไฟนี้ไปทำอะไรเท่านั้น) ที่อยากเห็นประเทศไทยก้าวหน้ารุ่งเรือง เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวประเทศไทยมีการปกครองแบบศักดินา ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์แม้จะเป็นเชื้อพระวงศ์ด้วยคนหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้เห็นดีเห็นชอบกับระบอบที่ส่งเสริมศักดินานี้ไปเสียทั้งหมด โดยเฉพาะความเป็น "เจ้าใหญ่นายโต" ของ เจ้านาย และขุนนางจำนวนหนึ่งที่มีอำนาจปกครองประเทศไทยอยู่ในยุคนั้น ท่านบอกว่าท่านเป็น คนหนึ่งที่เป็นโรค "เบื่อเจ้า"
เมื่อมีข่าวว่าคณะราษฎรโค่นล้มพวกเจ้า ได้สำเร็จในวันที่ 24 มิ.ย. 2475 นักเรียนไทย ไม่เฉพาะแต่ที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดในประเทศอังกฤษ แต่รวมถึงนักเรียนไทยทั่วทั้งยุโรปต่าง ก็แสดงความยินดีปรีดาร่วมเฉลิมฉลองข่าวนี้ ด้วยความดีใจอยู่เป็นเดือนๆ แต่เมื่อท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เรียนจบแล้วกลับเมืองไทยในปีต่อมา ก็ได้มาพบกับความผิดหวัง เพราะคณะราษฎรไม่ได้ คิดสร้างสรรค์ประชาธิปไตยอย่างที่นักเรียนไทยในยุโรปคาดหวัง แม้กระทั่งพระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ยังต้องทรงประกาศสละราชสมบัติ เพื่อเป็นการประท้วงคณะราษฎรที่ ไม่ได้ "ทำตามสัญญา" ดังที่มีพระราชหัตถเลขาไว้เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2477 นั้น
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บอกว่า "ไฟชังเผด็จการ" ได้สุมขึ้นมาในอกท่านตั้งแต่วันที่รัชกาลที่ 7 ทรงสละราชสมบัติ แต่ในช่วงนั้นท่านต้อง "ทำมาหากิน" สร้างเนื้อสร้างตัวและสร้างครอบครัว แต่งงานแล้วก็ไปทำงานเป็นผู้จัดการธนาคารอยู่ทางภาคเหนือเกือบ 10 ปี จนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านก็ถูกเรียกตัวให้มาเป็นหัวหน้าฝ่ายผลิตธนบัตรที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ในขณะเดียวกันท่านก็ได้ใช้วิชาความรู้ด้านการคลังการธนาคารสอนนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมกับเป็น คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ตามคำเชิญชวนของเพื่อนฝูงที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยด้วยกัน ครั้นสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงในปี 2488 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ต้องพ้นตำแหน่งไป รัฐบาลใหม่ได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2489 ให้มีพรรคการเมือง ท่านก็ตั้งพรรคการเมืองขึ้นเป็นพรรคแรก ชื่อว่า "พรรคก้าวหน้า" แต่ไม่นานก็ต้องมารวมกันกับกลุ่มการเมืองอื่นๆ ตั้งเป็นพรรคใหม่ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ชื่อว่า "พรรคประชาธิปัตย์" โดยท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้เป็นเลขาธิการพรรคคนแรก มี ควง อภัยวงศ์ อดีตคณะราษฎรคนหนึ่งเป็นหัวหน้าพรรค เพื่อสู้กับพรรคที่สนับสนุนปรีดี พนมยงค์ อดีต "มันสมอง" ของคณะราษฎร โดยที่พรรคฝ่ายสนับสนุนปรีดีชนะเลือกตั้งและได้เป็นรัฐบาล ปรีดีได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ว่าสภาและรัฐบาลหลังการเลือกตั้งก็อยู่ได้ไม่นาน พอดีเกิดกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 รัฐบาลของปรีดีก็ถูกทหารยึดอำนาจในปลายปี 2490 ทหารได้ให้ควงเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ช่วงสั้นๆ ก่อนที่จะเชิญให้ออก (ที่จริงคือให้ทหารกลุ่มหนึ่งพกปืนเข้าไปเชิญให้ออกถึงที่บ้าน) แล้วให้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง
ในช่วงเวลานี้เอง ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ได้ตั้งหนังสือพิมพ์สยามรัฐขึ้น โดยมี "จุดขาย" เป็นการต่อต้านเผด็จการทหารอย่างดุเดือด จนถึงขั้นถูก "ล่ามโซ่แท่นพิมพ์" คือปิดโรงพิมพ์หลายครั้ง ในครั้งสุดท้ายแทนที่จะโจมตีทหารอย่างรุนแรงเหมือนแต่ก่อน หนังสือพิมพ์สยามรัฐก็ได้เล่นข่าว "ประหลาดๆ" พาดหัวบ้าง โปรยข่าวเป็นเนื้อข่าวบ้าง รวมถึงคอลัมน์ต่างๆ ก็เขียนไปในแนว "ฮาๆ" เช่น ข่าวนับจำนวนหน้าต่างกระทรวงกลาโหม (หน้าวัดพระแก้ว) ข่าวนกกระจอก ยกพวกตีกัน และลางร้ายต่างๆ เหนือทำเนียบรัฐบาล เป็นต้น ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บอกว่าการเล่นข่าวแบบนี้ทำให้ทหาร "ไปไม่เป็น" และทำให้ "คนไม่กลัวทหาร"
ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดูเหมือนว่าจะได้รับ "การยกเว้น" ที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์อะไรรุนแรงนัก เพราะนายพล ท่านนี้ให้การปกป้องและ "รักสถาบัน" มากๆ แต่พอถึงสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร ก็เข้าอีหรอบเดิม คือท่านพยายามทำให้เห็นว่าจอมพลถนอมนี้เป็นคนน่ารัก แบบที่เรียกในสมัยนี้ว่า "หน่อมแน้ม" เช่น เขียนเรื่องสั้นถึงพรรคการเมืองของทหาร ในปี 2512 เปรียบเทียบว่าเหมือนการเอา "อีแร้ง" มาผสมกับ "ตัวเงินตัวทอง" พอออกลูกมาก็ให้ ชื่อว่า "สหัปมงคล" (สห + อัปมงคล เพราะชื่อพรรคการเมืองของทหารตอนนั้นชื่อว่าพรรค สหประชาไทย) ที่มีเสียงร้องว่า "อิ๊บอ๋ายๆๆๆ" (ฮา)
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บอกว่ากลยุทธ์นี้ท่านไม่ได้คิดขึ้นเอง แต่ได้จำแบบอย่างมาจากหนังสือพิมพ์ในประเทศอังกฤษ (ในสมัยรัชกาลที่ 6 ก็มีการใช้หนังสือพิมพ์มา "ล้อเล่น" กันแบบนี้ ซึ่งรัชกาลที่ 6 ก็ทรงนำแบบอย่างมาจากประเทศอังกฤษที่ทรงได้ไปศึกษามาเช่นกัน) ซึ่งในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเขาถือว่าเป็นเรื่อง "ปกติ" คนที่ถูกล้ออาจจะโกรธ แต่ไม่กล้าตอบโต้ แล้วถ้าเรื่องที่ถูกล้อเป็นเรื่องจริง นักการเมืองคนที่ถูกล้อนั่นแหละก็จะลาออกไป อันเป็นเรื่อง "ปกติ" เช่นกัน
คสช.ระวังอย่าให้ถูกทำเป็น "ตัวตลก" เสียล่ะ







