posttoday
ศาสดาทุกพระองค์ ก็ใช้การโค้ชชิ่ง

ศาสดาทุกพระองค์ ก็ใช้การโค้ชชิ่ง

25 กุมภาพันธ์ 2561

ในวิถีแห่งผู้ที่ประกอบวิชาชีพโค้ชมีมากมาย แต่โค้ชที่มีความรู้ทางด้านพระพุทธศาสนานั้นมีไม่มาก

โดย ราช รามัญ @AnadonRajr

ในวิถีแห่งผู้ที่ประกอบวิชาชีพโค้ชมีมากมาย แต่โค้ชที่มีความรู้ทางด้านพระพุทธศาสนานั้นมีไม่มาก ผมได้มีโอกาสรู้จักกับโค้ชระดับมาสเตอร์ซึ่งมีความรู้ทางด้านพระพุทธศาสนาอย่างชำนาญและเป็นนักปฏิบัติธรรมที่เรียกได้ว่าจริงจังมาก เคยไปแดนพุทธภูมิที่ประเทศอินเดียมาถึงสามครั้งเพื่อศึกษาทางด้านจิตวิญญาณ เธอชื่อ โค้ชนุ่น นภัส มรรคดวงแก้ว มาสเตอร์โค้ช ดีกรีไม่ธรรมดา จบการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นบินลัดฟ้าไปศึกษาด้านโค้ชชิ่งต่อที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และมหาวิทยาลัยแลงคาสเตอร์ ประเทศอังกฤษ แล้วบินไปเรียนต่อเรื่องกลยุทธ์การโค้ชผู้นำที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา

ปัจจุบันเป็นมาสเตอร์โค้ชที่สอนคนธรรมดาให้โค้ชเป็น และเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท รีเฟล็กซ์ทีฟ โค้ชชิ่ง นอกจากนี้ยังเป็นนักจัดรายการวิทยุ ที่คลื่นเอฟเอ็ม 96.5 ทุกวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ เวลา 21.00-22.00 น. ในรายการบอกเล่า 965 ช่วงปลดล็อกความคิด ชีวิตเปลี่ยนอีกด้วย

โค้ชนุ่น ได้กล่าวว่า ศาสตร์โค้ชชิ่งมีอยู่ 2 ความหมาย คือ

1.การโค้ชแบบสั่งสอน บอก แนะนำ และตักเตือน เหมือนกับโค้ชกีฬา ทั่วไป

2.การโค้ชแบบที่ไม่สั่งสอน ไม่บอก ไม่แนะนำ ไม่ตักเตือน แต่ทำให้คิดออกได้ด้วยตัวเอง เกิดปัญญาเอง โดยการตั้งคำถามฉุกคิดคมๆ

พระศาสดาทุกๆ พระองค์ของโลกนี้ใช้การเผยแผ่พระศาสนาของพระองค์ด้วยการโค้ชทั้งแบบที่ 1 และการโค้ชแบบที่ 2 โดยเฉพาะพระพุทธเจ้าของเราชาวพุทธใช้บ่อยมาก หลายครั้งหลายตอน ด้วยว่าการโค้ชแบบที่ 2 ทำให้เกิดการตระหนักรู้ได้ดีกว่า...เพราะออกมาจากภายในของผู้ที่ได้รับการโค้ช หรือที่เรียกว่าโค้ชชี่ ตามศัพท์วิชาการ

ถ้าในมุมศาสนา ก็คือผู้ที่มาขอฟังธรรมหรือบุคคลที่พระศาสดาไปโปรด นุ่นจำได้อย่างในคริสต์ศาสนา มีตอนหนึ่งที่ชาวบ้านจะลงโทษผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำผิดบาป ผู้คนในเมืองนั้นกำลังจะเอาก้อนดินปาโยนใส่เธอเพราะทำผิด พระเยซูยืนอยู่ที่ตรงนั้น แล้วขีดเส้นวงกลมที่พื้น ทรงตรัสว่า มีใครบ้างมั้ยที่ไม่เคยทำผิดเลยในชีวิตนี้? ถ้ามี ชวนให้มายืนอยู่ในวงกลมนี้แล้วปาหินใส่ผู้หญิงคนนั้นซิ

ปรากฏว่าไม่มีใครออกมายืน เพราะทุกคนตระหนักได้เอง คิดเองได้ โดยที่พระเยซูไม่ได้สอน ไม่ได้ห้ามมิให้ปาโยนหินใดๆ สิ่งที่คนเหล่านั้นคิดได้ คือ ทุกคนต่างเคยทำผิดบาปมาก่อนแล้วทั้งนั้น ผู้คนที่คิดจะปาโยนก้อนหินใส่ผู้หญิงคนนั้นก็ค่อยๆ หายไปทีละคนสองคน

พระพุทธเจ้าของพวกเราชาวพุทธ พระองค์ก็ทรงใช้การโค้ชในความหมายที่ 2 เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการโปรดองคุลีมาล การโปรดพระมหากัสสปะ การโปรดนางกีสาโคตมี ที่ให้ไปหาเมล็ดพันธ์ุผักกาดในบ้านที่ไม่มีคนตายมา ปรากฏนางไปมาทั่ว ทุกบ้านมีเมล็ดพันธุ์ผักกาด แต่มีคนตายทั้งหมด เป็นต้น

ดังนั้น การโค้ชจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งกับมนุษย์ เพราะการที่เราใช้ศาสตร์โค้ชชิ่งในความหมายที่ 2 มากๆ จะทำให้ผู้คนตระหนักรู้จากการ คิดเองได้ เป็นการรู้ออกมาจากภายใน ไม่ใช่การสอนท่องจำ

ตอนนี้นุ่นเรียนและทำงานเกี่ยวกับโค้ชชิ่งมาประมาณ 14 ปี สอนฝรั่งให้โค้ชเป็นมาแล้วมากมาย และสอนคนไทยให้เป็นโค้ชมาก็ไม่น้อยเช่นกัน สมัยตอนที่นุ่นบินไปเรียน Leadership Coaching Strategies จาก Harvard University อาจารย์ที่สอนได้เล่าให้ฟังว่า ในวงการธุรกิจ เหตุผลสำคัญ ที่ทำให้คนอยากทำงานคือ มีผู้นำที่ดี หัวหน้าที่ดี ผู้นำที่โค้ชเป็น ทั้งใน ความหมายที่ 1 และความหมายที่ 2 ในบริบทที่เหมาะสม ทำให้ได้ใจ ลูกน้อง และทีมงาน

ผู้นำที่โค้ชเป็น & มีโค้ชในการทำงาน สามารถนำพาบริษัทไปสู่ความสำเร็จยิ่งๆ ขึ้นได้ ดั่งเช่น เอริก ชมิดต์ (Eric Schmidt) ผู้ที่เคยเป็นประธานผู้บริหารของ Google ได้เคยให้สัมภาษณ์ในนิตยสารชั้นนำอย่างฟอร์บส์ (Forbes) ว่า "ตัวผมเองก็มีโค้ชเช่นกัน"

จากที่ผมได้สนทนากับโค้ชนุ่นมาทำให้ได้ทราบว่าศาสตร์โค้ชชิ่งเป็นสิ่งที่มีมานานแล้ว แต่สมัยก่อนอาจจะไม่ได้เรียกว่าการโค้ช หรือไม่ได้เรียกว่าอะไรเลยก็เป็นได้ แต่คงจะยังไม่จบเพียงแค่นี้ คงจะต้องรออ่านต่อในฉบับหน้า ซึ่งจะเล่าถึงวิธีการโค้ชชิ่งสำหรับผู้นำ เพื่อที่จะให้คุณได้นำเอาไปใช้ ได้จริง ในการพัฒนาตนเองและองค์กร

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ