
อย่าให้ซ้ำรอยป้า
เรื่องของ "ป้าทุบรถ" ทำให้ผู้คนในสังคมตื่นตัวกันอย่างยิ่งกับ สิทธิในการดำรงชีวิต
โดย อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์
เรื่องของ "ป้าทุบรถ" ทำให้ผู้คนในสังคมตื่นตัวกันอย่างยิ่งกับ สิทธิในการดำรงชีวิต
สังคมทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว ถึงต้นตอ สาเหตุ ที่มาละเมิดสิทธิในการดำรงชีวิตของป้า
แน่นอน กรณีนี้สะท้อนความบกพร่องของประสิทธิภาพกลไกรัฐออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน
เมื่อผู้ซึ่งมีหน้าที่ต้องบำบัดทุกข์ บำรุงสุข เฉื่อยชาต่อการแก้ไขปัญหา วิธีการจัดการที่ผิดของป้า จึงได้รับความเห็นใจจากสังคม
สิ่งที่เกิดขึ้นกับป้า ทำให้ผมนึกถึงเรื่องคล้ายๆ กันที่เกิดขึ้นในหลายๆ ที่ ล้วนแต่เป็นเรื่องราวเดียวกัน นั่นคือการเรียกร้องสิทธิในการดำรงชีวิต
เรื่องของชาวบ้านริมแม่น้ำสาละวิน ริมแม่น้ำโขง คัดค้านการสร้างเขื่อนที่จะส่งผล กระทบต่อวิถีชีวิต ชาวประมงชายฝั่งอันดามันคัดค้านโครงการท่าเรือน้ำลึก เพราะหมายถึงแหล่งอาศัยของปลาจะสูญหายไป ผู้คนในพื้นที่เหมืองถ่านหินคัดค้านการเปิดเหมืองใหม่ เพราะบทเรียนจากอดีตได้สร้างผลกระทบที่กลายเป็นฝันร้าย ต้องใช้เวลานับสิบปีเพื่อต่อสู้ฟ้องร้องให้มีการชดเชยเยียวยาผลกระทบ ขณะที่บางชีวิตมิอาจรอคอยได้จนถึงวันตัดสิน
ยังมีเรื่องราวชีวิตของกลุ่มชาติพันธ์ุชาวเล ซึ่งอยู่และทำกินบนผืนดินชายฝั่งมานับแต่รุ่นปู่ รุ่นพ่อ วันดีคืนดีก็มีคนถือกระดาษมาแสดงความเป็นเจ้าของที่ดิน และให้พวกเขาย้ายออกจากสิ่งที่เคยเป็นบ้านของตัวเอง
ชาติพันธุ์บางกลุ่ม อย่างกะเหรี่ยงที่แก่งกระจาน ถูกกระทำอย่างหนักหน่วงถึงขั้นเผาบ้าน เผายุ้งข้าว แกนนำที่เรียกร้องความเป็นธรรมหายตัวอย่างลึกลับ
หรือแม้แต่ในเมืองหลวง ก็เคยมีข่าวแหล่งรับซื้อของเก่ามีทั้งสารกัมมันตรังสีและวัตถุระเบิดในครอบครอง วันดีคืนดีก็เกิดรั่วไหล เกิดระเบิดตูมตามขึ้นมาให้ผู้คนหวาดผวา
ไม่เว้นทั้งเรื่องที่ใกล้ตัวเราทุกๆ คน อย่างข้างบ้านเปิดเพลงเสียงดัง จอดรถเกะกะ ปล่อยปละสุนัขและแมวถ่ายมูลเกลื่อนกลาดส่งกลิ่นเหม็น หรือคนเมาก่อความเดือดร้อนรำคาญ
เกิดขึ้นกับใคร ก็นับเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนคนนั้น
ฟังผ่านๆ แค่การเปิดตลาดใกล้บ้านก็ไม่เห็นจะมีอะไรเสียหาย ก็แค่ "เรื่องแค่นี้เอง" แต่สิ่งที่คุณป้าทุบรถได้สะท้อนออกมาส่งผลสะเทือนจนทำให้ระดับผู้ว่าฯ กทม. ต้องลง พื้นที่กำกับการแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง
อย่าแปลกใจว่าทำไม ปัญหาจากทุกทิศทั่วไทย สุดท้ายจึงต้องบากหน้าเข้ามาเมืองหลวงเพื่อเรียกร้องให้มีการแก้ไข บรรเทาความเดือดร้อน
หากทำให้สังคมรับรู้ถึงปัญหา ก็มีโอกาสที่ผู้มีอำนาจจะรับฟัง เมื่อผู้มีอำนาจสั่งการ ปัญหาก็อาจคลี่คลายไปในระดับหนึ่ง
ก่อนที่ป้าจะทุบรถ เครือข่ายคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา-กระบี่ เข้ามาปักหลักอดอาหารประท้วงอยู่ในเมืองหลวงอยู่ก่อนแล้วนับสัปดาห์
ข้อเรียกร้องนั้นชัดเจนว่าให้ถอนร่างผลการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA ที่มีข้อเคลือบแคลงสงสัย
ก่อนเข้ามาเมืองหลวง พวกเขาดำเนินการแล้วหลายๆ ด้าน ทั้งการร้องเรียนไปยังหน่วยงานรับผิดชอบ แม้แต่ขอพบนายกรัฐมนตรี ซึ่งเดินทางไปยัง จ.สงขลา สุดท้ายพวกเขากลับถูกดำเนินคดี
สำหรับผู้เดือดร้อนแล้ว อำนาจของผู้นำประเทศอย่างนายกรัฐมนตรี ประหนึ่งดั่งอัศวินม้าขาว ที่จะพลิกเปลี่ยนชะตากรรมของพวกเขา
ยิ่งผู้คนเรียกร้องหาอัศวินม้าขาวมากเท่าไร ก็ยิ่งสะท้อนความล้มเหลวของกลไกอำนาจรัฐมากเท่านั้น
เพียงแค่การบรรเทาความเดือดร้อน และให้ความหวังว่าปัญหานั้นจะได้รับการแก้ไขอย่างยุติธรรม กลไกรัฐก็ยังไม่สามารถทำให้ผู้คนเชื่อมั่นวางใจได้
เมื่อไม่ทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรม สังคมก็เสียความเป็นธรรม แล้วจะยังให้ผู้คนเชื่อมั่นในกฎ กติกา มารยาท อยู่หรือ
หากขวานในมือป้าคือสัญลักษณ์แทนความคับแค้นที่อดทนต่อปัญหามานับ 10 ปี โดยไม่มีความหวังว่าจะได้รับการแก้ไข
เราอาจเห็นสังคมไทยชื่นชมยินดีกับการใช้ขวานในโอกาสต่อๆ ไป
ว่าแต่ จะให้เป็นกันอย่างนี้หรือ







