
แบงก์ทยอยปิดสาขา...สัญญาณของยุค 4.0
ปิยะณัฐยุคนี้อะไรๆ ก็สามารถทำผ่านโทรศัพท์มือถือได้เกือบทั้งหมด นี่เป็นคำกล่าวของเพื่อนๆ ในวงการธนาคารหลายคนที่ผู้เขียนรู้จักเป็นอย่างดี ส่วนตัวแล้วคิดว่าน่าจะทำได้จริงเพราะโทรศัพท์มือถือเข้าถึงคนหมู่มากและมีอัตราการเข้าถึง (Penetration Rate) สูงขึ้นไปเรื่อยๆ
ปิยะณัฐ
ยุคนี้อะไรๆ ก็สามารถทำผ่านโทรศัพท์มือถือได้เกือบทั้งหมด นี่เป็นคำกล่าวของเพื่อนๆ ในวงการธนาคารหลายคนที่ผู้เขียนรู้จักเป็นอย่างดี ส่วนตัวแล้วคิดว่าน่าจะทำได้จริงเพราะโทรศัพท์มือถือเข้าถึงคนหมู่มากและมีอัตราการเข้าถึง (Penetration Rate) สูงขึ้นไปเรื่อยๆ
ผู้อ่านบางท่านคงได้ยินข่าวเรื่องนโยบายการลดจำนวนสาขา และพนักงานของธนาคารไทยพานิชย์กันมาบ้างแล้ว เรื่องนี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าแพลตฟอร์มทางอินเทอร์เน็ต หรือ Electronic Banking กำลังเคลื่อนเข้ามาแทนที่บุคลากรที่เป็นมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ และทุกธนาคารคงต้องปรับตัวตามแบบไม่น่าจะมี ทางเลือก เพราะค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับบุคลากรถือเป็นส่วนสำคัญของต้นทุนในการดำเนินงานของทุกธนาคาร
ถ้าเรามาดูงบการเงินของธนาคารไทยพาณิชย์ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เราจะพบว่าค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับบุคลากรคิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่น และบุคลากรส่วนใหญ่คือกลุ่มคนที่ทำงานอยู่ในสาขาต่างๆ กว่าพันสาขา ทั่วประเทศ ถ้าธนาคารสามารถลดจำนวนสาขาได้ สิ่งที่ลดได้ทันทีเลย คือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับบุคลากร และจะทำให้ธนาคารมีกำไรเพิ่มขึ้น ทันทีเพราะโครงสร้างต้นทุนในการดำเนินงานเปลี่ยนไป อีกเรื่องคือการลงทุนในสินทรัพย์ตามสาขาต่างๆ เพราะธนาคารพาณิชย์ต้องมีการปรับปรุงระบบที่เกี่ยวข้องกับการ ดำเนินงานอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นธนาคารที่มีจำนวนสาขามากย่อม ต้องใช้งบลงทุนในแต่ละปีมาก เช่นกัน
เราจะเห็นได้ว่าในยุคนี้การที่ธนาคารมีจำนวนสาขามากนั้นไม่ใช่เรื่องของการได้เปรียบในเชิงการตลาดหรือการปฏิบัติงานอีกต่อไป และธนาคารพาณิชย์ยังถูกกดดันให้ตั้งสำรองในงบการเงินจากกฎระเบียบต่างๆ ที่ถูกตั้งมาเพื่อลดโอกาสที่ธนาคารจะเกิดวิกฤตทางการเงินเหมือนสมัยปี 2540 การตั้งสำรองเหล่านี้ (Credit Cost) เท่ากับเป็นการเพิ่มต้นทุนของธนาคารโดยปริยายและทำให้ดอกเบี้ยรับสุทธิหลังหักต้นทุนทางการเงิน (Net Interest Margin) ของธนาคารลดลง
จริงๆ แล้วธนาคารพาณิชย์หลายแห่งปรับตัวกันไปมากพอสมควรแล้วเมื่อหลายปีที่ผ่านมาเพราะคาดคะเน ได้ว่ากำไรจากการปล่อยสินเชื่อต้อง ลดลงอย่างแน่นอนในอนาคต หลายๆ ธนาคารพยายามเพิ่มสัดส่วนรายได้จากค่าธรรมเนียมเพื่อลดการพึ่งพารายได้จากการปล่อยสินเชื่อลง และพยายามใช้สาขาที่ตนมีขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้แหล่งใหม่ เช่นประกันภัยในรูปแบบต่างๆ แต่บางธนาคารนำเงื่อนไขนี้มาผูกกับการบริการขั้นพื้นฐานจนลูกค้ารำคาญไปตามๆ กัน และเมื่อต้นปี 2560 แบงก์ชาติได้ออกประกาศห้ามธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งบังคับให้ลูกค้าทำประกันภัยโดยให้เป็นไปตามความสมัครใจของลูกค้าแต่ละราย
ธนาคารหลายแห่งต้องคิดกันใหม่ว่าจะทำธุรกิจต่อไปได้อย่างไรถ้าต้นทุนประเภท Credit Cost ยังคงสูงขึ้นไปเรื่อยๆ และนั่นทำให้บางธนาคารตัดสินใจลดต้นทุนโดยการใช้ Electronic Banking เข้ามาแทนที่บุคลากร แต่สิ่งที่ E-Banking ยังครอบคลุมไม่ทั่วถึงคือกลุ่มผู้ใช้ที่นิยมทำธุรกรรมผ่านเจ้าหน้าที่ธนาคารเพราะยังไม่ไว้ใจระบบอิเล็กทรอนิกส์นัก และยังมีกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงธุรกรรมทางอินเทอร์เน็ตได้เช่นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ยังมีสัดส่วนเป็นจำนวนมากอยู่ ณ ปัจจุบัน
เรื่องนี้พอธนาคารไทยพาณิชย์ประกาศนโยบายลดสาขาได้ไม่เท่าไร ก็มีข่าวว่าร้านสะดวกซื้อแบรนด์ 7-11 ได้รับอนุญาตให้เป็นตัวแทนที่ได้รับ แต่งตั้งจากธนาคาร (Banking Agent) เพื่อให้คนมาโอน/ฝาก/ถอนได้โดยไม่ต้องไปธนาคาร นี่เหมือนเข้าล็อกทั้งฝั่งธนาคารและฝั่งร้านสะดวกซื้อ เพราะธนาคารได้ลดต้นทุนลงโดยไม่สูญเสียการบริการด้านธุรกรรมเพราะร้านสะดวกซื้อมีกว่า 9,000 สาขาตาม มุมต่างๆ ทั่วประเทศซึ่งเผลอๆ อาจจะสะดวกกว่าไปธนาคารแบบเดิมเสียอีก ส่วนร้านสะดวกซื้อได้รายได้เพิ่มจาก ค่าธรรมเนียมที่ธนาคารจ่ายให้ ซึ่งตัวร้านเองต้องลงทุนเพื่อเปิด หน้าร้านอยู่แล้วและมีระบบบริหารเงินสดอยู่แล้ว
เรื่องเหล่านี้เป็นไปตามนโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมให้คนไทยทำธุรกรรมผ่านอินเทอร์เน็ตและใช้เงินสดให้น้อยลงเพื่อลดต้นทุนของระบบเงินสด ที่มีค่าจัดการต่างๆ มากมาย แต่ก็เป็นเหมือนดาบสองคมเพราะธนาคารสามารถใช้โอกาสนี้ลดจำนวนบุคลากรที่ต้องใช้ลงได้อย่างน่าตกใจ อย่างที่บอกคงต้องให้ระบบปรับตัวกันสักพักหนึ่ง ช่วงนี้คงจะมีบุคลากรออกสู่ตลาดเพื่อหางานมากซักหน่อยและคงจะค่อยๆ ปรับจนสมดุล ส่วนใครๆ ที่อยากให้บุตรหลานของตนทำงานธนาคารเพราะคิดว่า มั่งคงคงต้องคิดกันใหม่ ก็งานนี้ n







