posttoday
พลังงานต้องชัดเจน

พลังงานต้องชัดเจน

21 กุมภาพันธ์ 2561

ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน ออกมาชี้แจงทิศทางการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ หลังลงนามร่วมกับแกนนำผู้ชุมนุมต่อต้านโรงไฟฟ้ากระบี่-เทพา ถอนรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบและสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) โดยระบุชัดเจนว่าในช่วง 5 ปีจากนี้ไม่มีความจำเป็นในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ภาคใต้

ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน ออกมาชี้แจงทิศทางการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ หลังลงนามร่วมกับแกนนำผู้ชุมนุมต่อต้านโรงไฟฟ้ากระบี่-เทพา ถอนรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบและสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) โดยระบุชัดเจนว่าในช่วง 5 ปีจากนี้ไม่มีความจำเป็นในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ภาคใต้

พร้อมชี้แจงด้วยว่าปัจจุบันโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ทั้งที่ อ.จะนะ จ.สงขลา และ อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 2,400 เมกะวัตต์ ขณะที่อัตราการใช้ไฟสูงสุดอยู่ที่ 2,600 เมกะวัตต์ ปัญหาที่ผ่านมา คือระบบสายส่งในภาคใต้มีลักษณะเป็นคอขวด หากแก้ปัญหาโดยขยายสายส่งเพิ่มเชื่อมกับฝั่งอันดามัน ซึ่ง กฟผ.ได้ดำเนินการขยายสายส่ง 2 คู่ คาดว่าจะเพิ่มปริมาณไฟฟ้าได้อีก 1,000 เมกะวัตต์ คาดว่าจะช่วยแก้ปัญหาความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ได้

ขณะที่พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ จะสนับสนุนการลงทุนโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก มีกำลังการผลิตรวมกันอีก 300 เมกะวัตต์ ซึ่งถ้าเป็นดังนี้ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมในพื้นที่ภาคใต้ขณะนี้ รวมทั้งมีเวลาที่จะศึกษาการสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ในพื้นที่ที่เหมาะสม และลดความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นกับสังคม

อย่างไรก็ตาม รมว.พลังงาน ยืนยันว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน โดยเพิ่มปริมาณการใช้ถ่านหินเข้ามาเป็นแหล่งพลังงานในการผลิตไฟฟ้า เพราะมีต้นทุนที่ถูกกว่า จากปัจจุบันที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นสัดส่วนหลัก 60% ในการผลิตกระแสไฟฟ้า และมีแนวโน้มที่ก๊าซธรรมชาติจะค่อยๆ หมดไป ซึ่งจะสร้างผลกระทบในระยะยาว

แต่ไม่ว่าจะเลือกแนวทางใดย่อมมีผลกระทบต่อประชาชน แต่รัฐบาลควรจะเลือกแนวทางที่มีผลกระทบน้อยที่สุด ทั้งต่อประชาชน ชุมชน สภาพแวดล้อม รวมไปถึงสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่สมประโยชน์มากที่สุด และสามารถชี้แจงทุกฝ่ายให้เห็นชอบตรงกันได้ด้วยความจริงจังและจริงใจในการมุ่งแก้ปัญหา สร้างความมั่นคงให้กับพลังงานในประเทศ นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง ไม่ให้เกิดกรณีความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างที่เป็นมา

การศึกษาเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่จะต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ ถี่ถ้วน ครบถ้วนกับคนทุกกลุ่ม ผลศึกษาต้องครอบคลุมทุกภาคส่วนทั้งท้องถิ่น สภาพแวดล้อม การท่องเที่ยว รวมทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ ต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย ศึกษาเพื่อวางยุทธศาสตร์ในด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกัน เพื่อลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ รัฐบาลต้องเร่งศึกษาและสนับสนุนพลังงานทางเลือกใหม่ๆ ซึ่งทุกวันนี้พลังงานของประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 สามารถพัฒนาและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในด้านพลังงานได้มากมาย เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวล ซึ่งพลังงานทางเลือกใหม่ๆ เหล่านี้ต้องเป็นความเห็นชอบของคนในชุมชนที่จะวางอนาคตร่วมกัน เพราะพวกเขาจะต้องเป็นผู้ใช้ด้วย รัฐบาลจึงต้องออกนโยบายให้ชัดเจน

ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ต้องลงไปให้ความรู้แก่ชุมชน และสนับสนุนให้ชุมชนร่วมพัฒนาพลังงานทางเลือก เพื่อลดภาระ ไม่ใช่เปิดประมูลให้เอกชนรายใดรายหนึ่งเข้าไปรับสัมปทานแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งหนีไม่พ้นความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นซ้ำซาก ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถสร้างความมั่นคงด้านพลังงานได้สักที n

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ