
ส่งออกพุ่ง ลดแรงกดดันอุ้มค่าเงินบาท
ชลลดา อิงศรีสว่างในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ปัญหาเงินบาทแข็งค่าเป็นเรื่องที่ภาคเอกชนถือเป็นปัจจัยลบต่อการส่งออก ทำให้การส่งออกขยายตัวได้น้อย และผู้ส่งออกจะรวมตัวมาร้องขอให้รัฐบาลช่วยเหลือดูแลเงินบาทให้อ่อนค่าเพื่อช่วยให้การส่งออกทำได้ดีขึ้น
ชลลดา อิงศรีสว่าง
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ปัญหาเงินบาทแข็งค่าเป็นเรื่องที่ภาคเอกชนถือเป็นปัจจัยลบต่อการส่งออก ทำให้การส่งออกขยายตัวได้น้อย และผู้ส่งออกจะรวมตัวมาร้องขอให้รัฐบาลช่วยเหลือดูแลเงินบาทให้อ่อนค่าเพื่อช่วยให้การส่งออกทำได้ดีขึ้น
ดูเหมือนสถานการณ์ค่าเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางที่แข็งค่า และแข็งค่ากว่าสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค หลายหน่วยงานพยากรณ์เศรษฐกิจ อาทิ ธนาคารกสิกรไทย ปรับคาดการณ์เงินบาทแข็งค่าสุดในรอบปีมาอยู่ที่ 30.80 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมมอง 31.20 บาท/ดอลลาร์ เป็นผลมาจากค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าต่อเนื่อง และเศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวอย่างชัดเจนและแข็งแกร่ง อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) เติบโตได้ที่ระดับ 3-4%
หัวใจหลักของการเคลื่อนไหว ค่าเงินบาท นักวิเคราะห์ให้น้ำหนักดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้คาดว่าเกินดุล 8% ของจีดีพี โดยในช่วงที่ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินมาก เงินบาทจะแข็งค่าจากนั้นในช่วงเดือน พ.ค.ที่มีการจ่ายเงินปันผลไปยังต่างประเทศ ซึ่งแต่ละปีเฉลี่ยเงินไหลออกประมาณ 6.8-7 หมื่นล้านบาท ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดน้อยลงเงินบาทจะเริ่มอ่อนลง และอ่อนค่ามากขึ้นหากคณะกรรมการนโยบายการเงินสหภาพยุโรป (อีซีบี) หยุดคิวอี จะเห็นเงินทุนเคลื่อนย้ายปรับฐานเงินบาทจะอ่อนค่าลงจากสภาพคล่องตึงตัวมากขึ้น คาดว่าสิ้นปีเงินบาทอยู่ที่ 32 บาท/ดอลลาร์
การแข็งค่าของเงินบาทยังไม่มีแนวโน้มจะหยุดลง อีกทั้งหากนำค่าเงินบาทไปเที่ยบกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาค เงินบาทอ่อนค่ากว่าเงินวอนเกาหลีใต้ แต่หากเที่ยบกับประเทศ คู่แข่งทางการค้าอื่นอย่างจีน เวียดนาม มาเลเซีย อยู่
การเรียกร้องของเอกชนและกระทรวงการคลังให้ ธปท.ดูแลค่าเงินบาทให้ดีกว่านี้เกิดขึ้นตลอดเวลา ในขณะเดียวกัน ธปท.ก็ต่อสู้ด้วยกา รนำเอาข้อเท็จจริงออกมาเผยแพร่ว่า ธปท.เองก็เข้าไปดูแลค่าเงินบาทใน บางเวลา โดยเฉพาะในช่วงที่มีกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามารุนแรงและพร้อมกันในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากเหตุการณ์ในต่างประเทศ เช่น การเปลี่ยนแปลงเรื่องความ คาดหวังต่อทิศทางเศรษฐกิจของ สหรัฐ ตลอดจนความไม่มั่นใจสถานการณ์ต่างประเทศ
วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. ยืนยันว่า ประเทศไทยไม่มีนโยบายแทรกแซงเพื่อประโยชน์การค้า การบริหารค่าเงินบาทของ ธปท. โดยใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบ มีการบริหารจัดการ (Managed Float) ซึ่งปล่อยให้เคลื่อนไหวตามกลไกตลาดเป็นหลัก จะดูแลบ้างเฉพาะกรณีที่มีความผันผวนรุนแรงเปลี่ยนแปลงเร็วจน ค่าเงินเป็นความเสี่ยงที่จะกระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวม
การเข้าแทรกแซงตลาดเงินของ ธปท.เห็นได้ชัดเจนจากตัวเลขเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ที่หากมีการเพิ่มขึ้นอย่างไร้ปัจจัยรองรับ ก็บ่งชี้ว่า ธปท.เข้าไปแทรงแซงตลาดด้วยการนำเงินบาทออกมาซื้อเงินดอลลาร์ และอีกด้านหนึ่งก็ออกพันธบัตรมาดูดเงินบาทกลับเข้าไป เพื่อรักษาปริมาณเงินในระบบไม่ให้สูงมากจนไปสร้างปัญหาเงินเฟ้อ
ถึงแม้การดูแลค่าเงินไม่ให้มีความผันผวนจนส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของภาคธุรกิจ จะทำให้ไทยเข้าไปอยู่ในบัญชีรายชื่อประเทศที่บิดเบือน ค่าเงินของสหรัฐ ซึ่งเสี่ยงที่จะถูกตอบโต้ทางการค้าด้วยมาตรการกีดกันทางการค้าต่างๆ หากสหรัฐยกเรื่องนี้ขึ้นมาอ้าง เนื่องจากเข้าหลายเกณฑ์ที่สหรัฐกำหนดว่าประเทศได้เอาเปรียบทางการค้ากับสหรัฐ ทั้งเกณฑ์แรกเกินดุลการค้าไม่ควรเกิน 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งไทยเกินดุล 2.03 หมื่นล้านดอลลาร์ เกณฑ์ที่สอง เกินดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ควรเกิน 3% ซึ่งไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในปีที่แล้ว 3% และเกณฑ์สุดท้าย แทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนไม่ควรเกิน 2% แต่ปัญหานี้ไม่ได้ส่งผลรุนแรงทางการค้า เพราะ ธปท.ไม่ได้แทรกแซงตลาดเงินตลอดเวลาและทำเฉพาะช่วงเท่านั้น
กอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เห็นสัญญาณการเข้าดูแลค่าเงินบาทจาก ธปท.ลดลง โดยพิจารณาจากทุนสำรองระหว่างประเทศเปรียบเทียบกับดุลชำระเงินค่อนข้างใกล้เคียงกัน ต่างจากปี 2560 คาดว่ามีการเข้าดูแลประมาณ 9,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 2.2% ของจีดีพีในรูปดอลลาร์
"ตอนนี้เราอาจยังไม่ถูกจับตามากเท่ากับจีน เม็กซิโก และเยอรมนี ที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐหนักมาก แต่เชื่อว่าทางการไม่อยากทำอะไรที่สุ่มเสี่ยง หรือแทรกแซงจนเตะตาสหรัฐ เพราะเราเกินเกณฑ์มา 2 ด้านแล้ว การจะ ลดการเกินดุลได้อาจพิจารณาลดภาษีนำเข้าหรือสรรพสามิต เพื่อทำให้ มูลค่านำเข้าจากสหรัฐน้อยลง ช่วย ลดการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดด้วย" กอบสิทธิ์ กล่าว
หากเข้าไปพิจารณาให้ลึกลงไป ที่ ธปท.ลดการเข้มงวดในการสกัดการเก็งกำไรค่าเงิน และลดการเข้าแทรกแซงตลาดเงิน ปล่อยให้ค่าเงินเป็นไปตามกลไกตลาดในช่วงนี้ ก็เพราะ ธปท.เห็นว่า ในปี 2560 การส่งออกของไทยมีมูลค่า 236,694 ล้านดอลลาร์ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้น 9.9% จากปี 2559 ขยายตัวสูงสุดในรอบ 6 ปี นับจากปี 2555 ที่ขยายตัวถึง 15.15% เมื่อ คิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 8.008 ล้าน ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.06%
เหตุผลที่การส่งออกขยายตัวได้สูงมากมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าและเศรษฐกิจโลก ทำให้ความต้องการสินค้าสูงขึ้น แม้เงินบาทจะแข็งค่าก็ตาม ดังนั้น จึงยืนยันว่า ค่าเงินเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่จะทำให้ การส่งออกดีหรือไม่เท่านั้น
ดังนั้น ธปท.จึงยังคงจะเน้นย้ำ ให้เอกชนซื้อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับผู้ส่งออกในช่วงที่ค่าเงินมีความผันผวน
ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า การซื้อป้องกันความเสี่ยงของเอกชนนั้น หากบริหารได้ดีก็จะไม่ทำให้ต้นทุน สูงขึ้น หากซื้อป้องกันความเสี่ยง เสียเงินค่าธรรมเนียมไป ซึ่งถือว่าเป็นต้นทุน ในขณะเดียวกันก็เอาสัญญาไปขายต่อ หากค่าเงินแข็งขึ้นไปอีกก็จะได้กำไร และเมื่อนำเอามาหักกลบลบกันก็เสมอตัว จะได้รับความเสี่ยงจากความผันผวนอัตราแลกเปลี่ยนไม่มาก
หากตัวเลขการส่งออกยังคงขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ก็จะผ่อนคลายแรงกดดันของ ธปท.ในการกำกับดูแลค่าเงินบาทได้มาก ทำให้การใช้นโยบายการเงินจะมุ่งไปที่การดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมากกว่าจะดูแลค่าเงินบาท n







