
รถไฟความเร็วสูง
อรุณ จิรชวาลาเราเพิ่งผ่านเทศกาลตรุษจีนมาได้ไม่กี่วัน ในบ้านเราผมเห็นความแตกต่างเล็กน้อยระหว่างวันตรุษจีนกับวันอื่นๆ แต่ที่ประเทศจีนเกิดการอพยพที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือคนเกือบ 400 ล้านคนเดินทางจากเมืองใหญ่กลับบ้านในชนบท มากกว่าประชากรสหรัฐทั้งประเทศเสียอีก และมากกว่าการอพยพในระดับรองลงไป คือการเดินทางช่วงเทศกาลขอบคุณพระเจ้าในสหรัฐกว่า 7 เท่า
อรุณ จิรชวาลา
เราเพิ่งผ่านเทศกาลตรุษจีนมาได้ไม่กี่วัน ในบ้านเราผมเห็นความแตกต่างเล็กน้อยระหว่างวันตรุษจีนกับวันอื่นๆ แต่ที่ประเทศจีนเกิดการอพยพที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือคนเกือบ 400 ล้านคนเดินทางจากเมืองใหญ่กลับบ้านในชนบท มากกว่าประชากรสหรัฐทั้งประเทศเสียอีก และมากกว่าการอพยพในระดับรองลงไป คือการเดินทางช่วงเทศกาลขอบคุณพระเจ้าในสหรัฐกว่า 7 เท่า
พาหนะที่นิยมมากในปัจจุบันคือรถไฟความเร็วสูง โดยปีที่แล้วเป็นปีแรกที่มีคนใช้รถไฟความเร็วสูงมากกว่ารถไฟธรรมดา
คนจีนบอกว่ารถไฟความเร็วสูงสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และตรง ต่อเวลา มีคนเล่าว่าปีก่อนๆ เคยขึ้นเครื่องบิน แต่เจอปัญหาเครื่องบินเสียเวลาหลายชั่วโมง อีกคนบอกว่าเคยไปทางถนน ใช้เวลาสิบกว่าชั่วโมง เดี๋ยวนี้นั่งรถไฟความเร็วสูง ใช้เวลาเพียง 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น
ปัจจุบันจีนมีเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเป็นเจ้าของเส้นทางรถไฟความเร็วสูง 2 ใน 3 ของโลก รวมทั้งสิ้นกว่า 2.5 กิโลเมตร (กม.) ไปถึง 29 ใน 33 จังหวัด เส้นทางระหว่างปักกิ่งกับคุณหมิง 2,760 กิโลเมตร เป็นเส้นทางที่ยาวที่สุดในโลก มีคนเดินทางโดยรถไฟความเร็วสูง 1,713 ล้านเที่ยวในปี 2017 และมียอดสะสมตั้งแต่ต้น 7,000 ล้านเที่ยว
นโยบายของจีนให้ความสำคัญกับระบบรางมานานแล้ว โดยมีแผนเพิ่มความเร็วในปี 1997 วิธีการในขณะนั้นคือการสร้างรางคู่ เจาะอุโมงค์ สร้างสะพาน ลดรอยต่อของราง และ ลดความโค้ง เป็นต้น
ในระยะแรกจีนพยายามพัฒนาเทคโนโลยีรถไฟเอง ซึ่งก็สามารถเพิ่มความเร็วเฉลี่ยได้ตามสมควร แต่ก็ยังเป็นรองยุโรปกับญี่ปุ่น ต่อมารัฐบาลจีนเปลี่ยนนโยบายหันมาใช้วิธีเรียนลัด โดยการซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
ปี 1998 มีการพิจารณาเลือกระหว่างระบบแม่เหล็ก หรือแม็กเลฟ กับระบบล้อและราง และในปี 2000 จีนก็ตกลงทดลองสร้างระบบแม็กเลฟยาว 30.5 กม. ที่เซี่ยงไฮ้ โดยเซ็นสัญญาแบบเทิร์นคีย์กับบริษัทในเยอรมนี มีรัฐบาลเยอรมันให้การสนับสนุนทางการเงินบางส่วน สร้างเสร็จและเปิดให้บริการในปี 2004
ในปีเดียวกัน รัฐบาลจีนก็เปลี่ยนใจและมุ่งไปที่ระบบล้อกับรางแทน เพราะระบบแม็กเลฟนอกจากจะแพงแล้ว ทางเยอรมนียังไม่ยอมให้เทคโนโลยีทั้งหมด
ทุกวันนี้รถไฟสายนี้ก็ยังแล่นอยู่และยังได้ชื่อว่าเร็วที่สุดในโลก ผมเอง ก็เคยนั่ง บอกได้คำเดียวว่าเร็วมาก เพราะตอนสวนกันแทบจะมองไม่เห็นขบวนที่สวนมา
จีนหยุดพัฒนาระบบแม็กเลฟเพียงเท่านั้น แล้วหันไปตะลุยสร้างระบบล้อกับรางโดยเปิดให้บริษัท ต่างชาติเข้ามาประมูลรับงาน ซึ่งก็มีทั้งฝรั่งเศส เยอรมนี และญี่ปุ่น
แผนระยะปานกลางถึงยาวของจีนประกอบด้วยเส้นทางหลัก 8 สาย หรือ 4+4 คือ 4 สายจากเหนือลงใต้ อีก 4 สายเชื่อมตะวันออกกับตะวันตก
งบประมาณที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 14 พันล้านดอลลาร์ในปี 2004 เป็น 108 พันล้านดอลลาร์ในปี 2010
ปี 2011 เป็นปีที่การพัฒนาหยุดชะงัก ด้วยสาเหตุ 2 ประการ กล่าวคือ ในช่วงต้นปี รัฐมนตรีรถไฟกับผู้บริหารระดับสูงของการรถไฟอีกคนถูกปลดเพราะอื้อฉาวเรื่องรับสินบนนับพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง รถไฟ 2 ขบวนชนกัน ทำให้มี คนตายถึง 40 คน สาเหตุเกิดจากขบวนแรกถูกฟ้าผ่า ระบบหยุดทำงาน ไฟสัญญาณก็เสีย ทำให้ถูกชนท้าย โดยขบวนที่ 2
ปี 2012 บางสายเริ่มมีกำไร แต่ทั้งโครงการยังขาดทุน ปัญหาที่ถูกวิจารณ์ยังเป็นเรื่องคอร์รัปชั่น ความปลอดภัย และค่าโดยสารแพง แต่รัฐบาลจีนก็ไม่ลดละยังคงเดินหน้าเร่งขยายเครือข่ายอย่างไม่หยุดยั้ง
ปี 2014 ถือเป็นปีบูมรอบที่ 2 เมื่อเส้นทางใหม่ๆ หลายสายสร้างเสร็จและเปิดให้บริการ
ปี 2015 จำนวนสายที่มีกำไรเพิ่มเป็น 6 สาย โดยสายปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้มีกำไรมากที่สุดที่ 6,600 ล้านหยวน
ปี 2016 เส้นทางหลัก 4+4 ใกล้เสร็จ รัฐบาลประกาศแผนพัฒนาใหม่ เพิ่มเป็น 8+8 และกำหนดให้แล้วเสร็จในปี 2030
มีประเด็นที่ผมอยากจะพูดถึงเกี่ยวกับโครงการรถไฟความเร็วสูงของจีน เปรียบกับโครงการของไทย ดังนี้
หนึ่ง การสร้างรถไฟความเร็วสูงในจีนรวดเร็วมาก เพราะรัฐเป็นเจ้าของที่ดินทั้งหมดอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาเรื่องเวนคืน ต่างจากประเทศทุนนิยมทั้งหลาย รวมทั้งไทยด้วย ที่จะต้องเสียเวลาเวนคืนอย่างน้อยหลายปี และจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นมากด้วย
สอง แม้จะสร้างเสร็จเร็ว และไม่สิ้นเปลืองในการเวรคืน แต่โอกาส ที่จะทำกำไรก็ยังยาก เพราะนอกจากต้นทุนก่อสร้างจะสูงลิ่วแล้ว ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและบำรุงรักษาก็สูงลิ่วเช่นกัน เช่นอาจจะปีละเป็นหมื่นล้านบาทสำหรับระยะทางเพียงร้อยกว่ากิโลเมตร
เส้นทางส่วนใหญ่จึงขาดทุน แม้แต่สายที่มีผู้โดยสารหนาแน่นมากก็ยังต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเริ่มมีกำไร และถ้าจะให้ชำระหนี้ได้ด้วยก็จะต้องมีผู้โดยสารมากยิ่งขึ้นไปอีก
สาม รัฐบาลจีนยอมแบกภาระเป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด ที่ทำได้เพราะการขาดดุลการคลังต่อจีดีพีของจีน อยู่ในระดับต่ำกว่าเรา ซึ่งฟังผิวเผิน ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะโดยปกติประเทศคอมมิวนิสต์หรือสังคมนิยมมักมีการขาดดุลการคลังสูง
แต่จีนกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะนโยบายเศรษฐกิจของจีนเน้นการสร้างงานมากกว่าการสร้างรัฐสวัสดิการ เราเสียอีก เป็นประเทศทุนนิยมแท้ๆ แต่นักการเมืองกลับแข่งกันสนับสนุนโครงการประชานิยมเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงเลือกตั้ง
สี่ รัฐบาลจีนใช้ประโยชน์จากการมีตลาดขนาดใหญ่ ต่อรองให้บริษัทต่างชาติยอมขายเทคโนโลยีให้ โดยสัญญาสัมปทานที่เกี่ยวข้องจะแบ่งเป็น 3 ขั้น ขั้นแรก ซึ่งเป็นส่วนน้อยให้นำเข้าได้ ขั้นที่สอง ปริมาณมากขึ้นให้ประกอบในจีน และขั้นสุดท้ายซึ่งเป็นส่วนใหญ่ให้ผลิตในจีน
มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับบริษัท คาวาซากิของญี่ปุ่น ผ่านไปเพียง 2 ปี วิศวกรจีนก็ออกแบบได้เอง และสามารถปรับปรุงบางเรื่องให้ดีขึ้น คาวาซากิกล่าวหาว่าจีนขโมยเทคโนโลยี ขู่จะฟ้อง แต่ต่อมาก็ยอมให้เรื่องจบ เพราะคิดว่าได้ไม่คุ้มเสีย
ห้า จีนขยายเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงจนใหญ่ที่สุดในโลก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทำได้เอง เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจจีนเอง อีกส่วนหนึ่งทำให้จีนกลายเป็นผู้ส่งออกระดับแนวหน้า และ ในที่สุดอาจกลายเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีด้วย ซึ่งก็จะเป็นผลดีมากยิ่งขึ้น
โครงการรถไฟความเร็วสูงของไทยจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศที่ ส่งออกให้เราอย่างแน่นอน ซึ่งในที่นี้ ก็คือจีนกับญี่ปุ่น ส่วนประโยชน์ที่ไทย จะได้ ผมไม่แน่ใจว่าจะคุ้มกับเงินทอง ที่เสียไปหรือไม่ n







