
ต้อนเอสเอ็มอีบัญชีเดียว แจ้งเกิดยาก
กนกวรรณ บุญประเสริฐ โครงการเอสเอ็มอีบัญชีเดียว ถือเป็นนโยบายของกระทรวงการคลัง ต้องการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเร่งขึ้นทะเบียนหวังดึงเข้าสู่ระบบ เป็นการขยายฐานภาษี จากเดิมที่ผู้ประกอบการรายย่อย หรือเอสเอ็มอี ไม่ให้ความสนใจเรื่องนี้ เพราะเกรงว่าจะถูกรีดภาษีจากกรมสรรพากร
กนกวรรณ บุญประเสริฐ
โครงการเอสเอ็มอีบัญชีเดียว ถือเป็นนโยบายของกระทรวงการคลัง ต้องการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเร่งขึ้นทะเบียนหวังดึงเข้าสู่ระบบ เป็นการขยายฐานภาษี จากเดิมที่ผู้ประกอบการรายย่อย หรือเอสเอ็มอี ไม่ให้ความสนใจเรื่องนี้ เพราะเกรงว่าจะถูกรีดภาษีจากกรมสรรพากร
ที่ผ่านมา 1 ม.ค. 2559 ได้มีการออกประกาศพระราชกำหนดการยกเว้นและสนับสนุนการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2558 และพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 595) พ.ศ. 2558
สาระสำคัญ คือให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดหรือก่อนวันที่ 31 ธ.ค. 2558 ไม่เกิน 500 ล้านบาท และจัดทำบัญชีและงบการเงินสอดคล้องกับสภาพที่แท้จริงของกิจการต่อกรมสรรพากร จะได้รับการยกเว้นจากการตรวจสอบภาษีอากรย้อนหลัง ซึ่งกรมสรรพากรได้เปิดให้มีการจดแจ้งการใช้บัญชีเล่มเดียวมาตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค. 2559 ถึง 15 มี.ค. 2559 ที่ผ่านมา
โดยมีเงื่อนไขจูงใจให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นเอสเอ็มอี ซึ่งมีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการไม่เกิน 30 ล้านบาท จะได้ยกเว้นและลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 2 รอบระยะเวลาบัญชี แยกเป็นการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิ ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2559 และยกเว้นและลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2560 แยกเป็นกำไรสุทธิส่วนที่ไม่เกิน 3 แสนบาท ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล และลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล เหลือ 10% ของกำไรสุทธิ สำหรับกำไรสุทธิส่วนที่เกิน 3 แสนบาท
ประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ออกมาชี้แจงว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่ใช่การนิรโทษกรรมทางภาษี เพราะคำว่านิรโทษกรรมทางภาษี หมายถึง ผู้เสียภาษีต้องมีความผิด พร้อมที่จะจ่ายเงินค่าภาษีตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร แต่กรมสรรพากรยกเว้นโทษ
แต่ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นนโยบายก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยกัน โดยเฉพาะบริษัทหรือนิติบุคคลที่มีรายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 98% ของนิติบุคคลที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในจำนวนนี้เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท/ปี ประมาณ 4.3 แสนราย คิดเป็นสัดส่วน 81% ของนิติบุคคลที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกมาตรการบัญชีเดียวให้มาลงทะเบียนกับกรมสรรพากรว่าจะทำบัญชีเดียวเสียภาษีให้ถูกต้อง โดยกรมสรรพากรจะไม่ดำเนินการเอาผิดย้อนหลัง ซึ่งมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมาลงทะเบียน 5 แสนราย จากการติดตามประเมินผลพบว่ามีครึ่งหนึ่งที่ทำถูกต้อง ส่วนอีกครึ่งยังมีการดำเนินการไม่ถูกต้อง
นอกจากนี้ ยังพบว่า การเก็บภาษีอี-คอมเมิร์ซหลุดออกจากระบบภาษีไปมาก ซึ่งกรมสรรพากรอยู่ระหว่างการออกกฎหมายให้ผู้ค้าขายผ่านอี-คอมเมิร์ซต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) เพื่อให้ความเป็นธรรมในระบบภาษีที่ร้านค้าปกติทั่วไปต้องเสียภาษีแวต ทำให้ต้องขายสินค้าในราคาที่แพงกว่า
พร้อมย้ำว่านโยบายภาษีของกระทรวงการคลัง จะไม่มีการปรับเพิ่มอัตราภาษีแต่จะขยายฐานภาษีให้มากขึ้นให้ผู้ที่ยังอยู่นอกระบบภาษี หรือยังเสียภาษีไม่ครบถ้วน ให้เสียภาษีให้ถูกต้อง เป็นธรรมกับผู้เสียภาษีที่ถูกต้อง
ส่วนเรื่องการทำบัญชีเดียวยังผูกไว้กับการกู้เงินจากสถาบันการเงินในปี 2562 ที่บัญชีที่ยื่นขอกู้จากสถาบันการเงินต้องเป็นบัญชีเดียวกับที่ยื่นให้กับกรมสรรพากร ซึ่งหากยังทำบัญชีไม่ถูก ทำตัวเลขให้มีรายได้น้อยๆ มีผลขาดทุนจะได้ไม่ต้องเสียภาษี สุดท้ายจะเป็น ผลเสียทำให้สถาบันการเงินไม่ปล่อยกู้ เพราะเห็นว่าฐานะบริษัทไม่ดี
ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า การที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอียังไม่มีทำระบบบัญชีเดียว คาดว่าส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการที่เป็นรายย่อย และผู้ประกอบการขนาดเล็ก ที่ธุรกิจยังไม่เติบโตมากนัก จึงยังทำให้ไม่สนใจทำบัญชี ส่วนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีความพร้อมและมีธุรกิจมีขนาดที่เติบโตมากขึ้น จะสนใจทำระบบบัญชีเดียว ส่งผลทำให้เข้าถึงมาตรการของภาครัฐและโครงการสินเชื่อได้อย่างสะดวก ดังนั้น ภาครัฐ จึงควรมุ่งให้ความรู้แก่ ผู้ประกอบการในการทำระบบบัญชีและภาษีอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเข้ามาระบบมากที่สุด
ขณะเดียวกัน หากภาครัฐดำเนินการให้ความรู้อย่างต่อเนื่อง ภายในเวลา 3-5 ปีข้างหน้า น่าจะช่วยให้ เอสเอ็มอีที่เพิ่งเริ่มตั้งตัวและมีกิจการขยายตัวดี สนใจเข้าทำระบบบัญชีเดียวได้อย่างถูกต้องมากขึ้น
อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติพบว่า ยอดเอสเอ็มอีที่เข้ามาลงทะเบียน เป็น เอสเอ็มอีบัญชีเดียว มีเพียง 5 แสนรายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ถือว่า "น้อย" เมื่อเทียบกับจำนวน เอสเอ็มอีทั้งประเทศที่มีจำนวนกว่า 3 ล้านราย ซึ่งคิดเป็น 99.7% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งประเทศ
เป็นประเด็นที่น่าสนใจว่า "ทำไมเอสเอ็มอีจึงไม่อยากเข้าสู่ระบบภาษี" ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า มาตรการที่ออกมาเป็นมาตรการระยะสั้น เพราะมีการยกเว้นภาษีให้เพียงปีเดียวคือช่วงปี 2559 ขณะที่สภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง มีผลกระทบต่อการบริโภคภาคเอกชน ส่งผลต่อยอดขายและรายได้ของเอสเอ็มอี ซึ่งที่ผ่านมา มีเอสเอ็มอีมากมายไปไม่ถึงฝั่ง ต้องเลิกกิจการไปก่อน
ขณะที่มาตรการเอสเอ็มอีบัญชีเดียว ได้กลายเป็นอุปสรรคในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการ ซึ่งมาพร้อมกับมาตรฐานบัญชีใหม่ ทำให้สถาบันการเงินไม่สามารถปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีได้
ทางรอดของเอสเอ็มอีที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินได้ จึงใช้วิธีการกู้ สินเชื่อบุคคลแทน แม้ดอกเบี้ยสูงถึง 19% แต่ก็เป็นวงเงินที่พอใช้หมุนเวียนในการทำธุรกิจ
ถือเป็นโจทย์สำคัญของรัฐบาล ที่จะช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นฐานรากสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทยเพราะมีขนาดจีดีพีของเอสเอ็มอีอยู่ที่ระดับ 42.6% ของจีดีพีประเทศ ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินได้
เพราะถ้าไม่ทำบัญชีเดียวให้ถูกต้องก็จะไม่มีหลักฐานในการทำธุรกรรมทางการเงินและขออนุมัติสินเชื่อกับสถาบันการเงิน ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2562 เป็นต้นไป
อย่างไรก็ดี หลังจากนี้หากรัฐบาลยังไร้มาตรการกระตุ้นหรือช่วย เอสเอ็มอี เชื่อว่ายอดผู้ที่เข้ามาสู่ระบบบัญชีเดียวก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งความหวังไว้ได้ n







