
มิลเลนเนียลยุคใหม่ ใส่ใจสังคม
ชาวมิลเลนเนียลนั้นขึ้นชื่อเรื่องความชื่นชอบในการแบ่งปันและจิตใจอันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
โดย นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
ชาวมิลเลนเนียลนั้นขึ้นชื่อเรื่องความชื่นชอบในการแบ่งปันและจิตใจอันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อีกทั้งยังใส่ใจความเป็นไปในสังคม ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจเพื่อสังคมจึงเติบโตเบ่งบานอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยธุรกิจเพื่อสังคมที่ประสบความสำเร็จที่สุดต่างเป็นธุรกิจที่มีจุดมุ่งหมายสุดประทับใจ และถ่ายทอดเจตนาดังกล่าวออกมาผ่านผลิตภัณฑ์ต่างๆ จนโดนใจกลุ่มชาวมิลเลนเนียลทั้งหลาย
น้ำใจอันกว้างขวางของชาวมิลเลนเนียลเห็นได้ชัดจากผลการสำรวจ Deloitte Millennial Impact Survey จัดทำโดย ดีลอยต์ บริษัทบัญชีและที่ปรึกษาธุรกิจชื่อดัง ซึ่งสอบถามความเห็นชาวมิลเลนเนียลเกี่ยวกับธุรกิจโดยเฉพาะ โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 76% มองว่า ภาคธุรกิจคือพลังบวกในการขับเคลื่อนสังคม และมีความสามารถในการสร้างสรรค์โลกที่แตกต่างและดีขึ้นกว่าอดีตที่ผ่านมา
ยุคแห่งธุรกิจเพื่อสังคม
อินเวสต์โทพีเดีย เว็บไซต์รวบรวมความรู้ด้านการลงทุน ให้นิยามธุรกิจเพื่อสังคมว่าเป็น “องค์กรที่ทำธุรกิจจำหน่ายสินค้าและบริการต่างๆ โดยตรง แต่ก็มีจุดมุ่งหมายพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ”
แม้ว่าธุรกิจเพื่อสังคมถือว่าเป็นแนวคิดค่อนข้างใหม่ แต่ก็ได้รับการยอมรับในวงกว้างมากยิ่งขึ้นภายในช่วง 10 ปีมานี้ เพราะได้รับการตอบรับอย่างแข็งขันจากกลุ่มผู้ซื้อชาวมิลเลนเนียลที่ทั้งซื้อสินค้าและบริการต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจเพื่อสังคมดังกล่าวเดินหน้าต่อไปตามเป้าหมายเฉพาะ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อช่วยเหลือสังคม ก้าวข้ามขอบเขตการซื้อสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเองแต่เพียงอย่างเดียว
“ชาวมิลเลนเนียลมีความใส่ใจและตระหนักถึงสังคมมากกว่าคนรุ่นอื่นๆ คนกลุ่มนี้จึงเข้าถึงและช่วยสนับสนุนโมเดลธุรกิจเพื่อสังคม ชาวมิลเลนเนียลต้องการทำสิ่งดีๆ มากขึ้นเพื่อโลกใบนี้ และพวกเขาเลือกซื้อสินค้าของธุรกิจเพื่อสังคมเพื่อทำตามเป้าหมายดังกล่าว” เคทลิน ครอสบี้ ผู้ก่อตั้ง เดอะ กิฟวิ่ง คีย์ส กล่าว
เคย์ที ซิมเมอร์แมน คอลัมนิสต์ของนิตยสารฟอร์บส์ ได้ยกตัวอย่างธุรกิจเพื่อสังคมซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากในกลุ่มชาวมิลเลนเนียลเมื่อไม่นานนี้ คือ “เลิฟ ยัวร์ เมลอน” (Love Your Melon) บริษัทจำหน่ายหมวกและเครื่องแต่งกาย โดย เลิฟ ยัวร์ เมลอน มีจุดมุ่งหมายเอาเงินที่ได้จากการจำหน่ายสินค้าไปซื้อหมวกให้เด็กๆ ที่ต้องต่อสู้กับโรคมะเร็งในอเมริกา โดยก่อนหน้านี้เมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา บริษัทเปิดเผยว่าสามารถทำได้ตามเป้าหมายดังกล่าว ด้วยการบริจาคหมวก 4.5 หมื่นใบให้เด็กๆ รวมถึงยังบริจาคเงินอีก 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยเหลือครอบครัวของเด็กๆ ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง และสมทบทุนในการวิจัยรักษาโรคมะเร็งเพิ่มเติมด้วย
นอกจากเลิฟ ยัวร์ เมลอน แล้ว “เดอะ กิฟวิ่งคีย์ส” (The Giving Keys) ยังเป็นธุรกิจเพื่อสังคมอีกแห่งที่กำลังมาแรงและประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นเมื่อไม่นานนี้
กำลังใจส่งต่อได้
เดอะ กิฟวิ่ง คีย์ส ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2008 ถือเป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่มีแนวคิดไม่เหมือนใคร
สำหรับโมเดลธุรกิจหลักๆ ของบริษัทคือการจำหน่ายเครื่องประดับแกะสลักคำพูด หรือข้อความต่างๆ ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกสั่งได้ตามต้องการ โดยบริษัทจะเน้นจ้างงานกลุ่มคนไร้บ้านมาทำงานให้บริษัท เพื่อให้คนกลุ่มนี้มีรายได้ในการดำรงชีวิต และเพิ่มทุนรอนในการเดินหน้าทำตามความฝันต่างๆ ให้กลายเป็นความจริง
“เดอะ กิฟวิ่ง คีย์ส จะจ้างงานผู้คนเร่ร่อน ไร้บ้าน และไม่มีงานทำ มาทำเครื่องประดับของเราโดยเฉพาะ และเครื่องประดับของเราทุกชิ้นยังแกะสลักข้อความเสริมสร้างกำลังใจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เชื่อมั่น (BELIEVE) สร้างสรรค์ (CREATE) ใฝ่ฝัน (DREAM) หรือคำพูดอื่นๆ ซึ่งจะช่วยสร้างพลังบวกให้เกิดขึ้นในใจของผู้สวมใส่” เคทลินครอสบี้ ผู้ก่อตั้ง เดอะ กิฟวิ่ง คีย์ส กล่าว
ครอสบี้ เสริมว่า กลุ่มลูกค้าหลักๆ ที่สนับสนุนบริษัทของเธอก็คือชาวมิลเลนเนียลนั่นเอง เพราะเครื่องประดับสลักข้อความเสริมสร้างกำลังใจดังกล่าวสอดคล้องกับความคิดคำนึงถึงสังคมและความต้องการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ด้วยเหตุนี้ ชาวมิลเลนเนียลเลยซื้อเครื่องประดับของ เดอะ กิฟวิ่ง คีย์ส เพื่อแสดงออกถึงเจตจำนงเชิงบวกของตนเอง
ความโดดเด่นของ เดอะ กิฟวิ่ง คีย์ส ไม่ได้อยู่ที่แค่การจ้างงานคนยากไร้และผลิตเครื่องประดับสร้างพลังบวกเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่การกระตุ้นให้ลูกค้า “ส่งต่อ” เครื่องประดับที่เคยซื้อไปและไม่ต้องการใช้งานแล้วให้กับบุคคลอื่นๆ เพื่อกระจายพลังใจบนเครื่องประดับออกไปในวงกว้าง
“เมื่อคุณรู้สึกว่าข้อความบนเครื่องประดับเติมเต็มจุดมุ่งหมายในใจคุณแล้ว เราขอให้คุณส่งต่อเครื่องประดับนั้นไปให้คนอื่นๆ ที่อาจต้องการข้อความให้พลังใจที่ว่ามากกว่าคุณ” ครอสบี้ กล่าว
แม้ว่า เดอะ กิฟวิ่ง คีย์ส ยังถือเป็นธุรกิจเพื่อสังคมขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่แรงสนับสนุนจากลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มมิลเลนเนียลช่วยให้บริษัทสามารถช่วยเหลือเหล่าคนยากไร้ปราศจากที่อยู่อาศัยได้เป็นจำนวนมาก โดยครอสบี้เปิดเผยว่า ในขณะนี้บริษัทสามารถก้าวไปจากการเป็นแค่ร้านขายเครื่องประดับเล็กๆ ไปสู่ธุรกิจเต็มรูปแบบ ที่สามารถจ่ายเงินค่าจ้างให้พนักงานเป็นเวลากว่า 1.18 แสนชั่วโมงทำงาน
ความสำเร็จของ เดอะ กิฟวิ่ง คีย์ส จึงเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า หากธุรกิจสามารถผสานความตั้งใจช่วยเหลือสังคมเข้ากับโมเดลการดำเนินงานได้อย่างพอเหมาะลงตัว การสร้างรายได้เพื่อหล่อเลี้ยงจุดมุ่งหมายในการสร้างสรรค์สังคมก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะนอกจากจะซื้อสินค้าตามความต้องการของตัวเองแล้ว ผู้บริโภคยังซื้อความหวังและความฝันที่ผนึกอยู่ในสินค้าดังกล่าว เพื่อร่วมสร้างสังคมที่ดีกว่าในอนาคตด้วยเช่นกัน







