
‘อรัญ เอี่ยมสุรีย์’ สานสัมพันธ์ไทย-จีน
ต้องยอมรับว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กระแสจีนไปไกลมาก ทั้งด้านเศรษฐกิจที่จีนขยับขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
โดย ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
ต้องยอมรับว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กระแสจีนไปไกลมาก ทั้งด้านเศรษฐกิจที่จีนขยับขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ ของโลก รวมไปถึงเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาไปมากจนมองข้ามไม่ได้ ประกอบกับการลุยลงทุนของจีนตามเส้นทาง 1 Belt 1 Road ที่เข้ามายังภูมิภาคอาเซียน ทำให้ “จีน” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
เมื่อมองย้อนกลับไป จะพบว่า คนไทยส่วนใหญ่ล้วนมีเชื้อสายจีนผสมอยู่ในสายเลือด นั่นเพราะไทยกับจีนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมายาวนาน แต่กาลเวลาทำให้ลืมเลือนไปบ้าง อรัญ เอี่ยมสุรีย์ กรรมการสภามหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ (มฉก.) ในฐานะลูกหลานจีนในไทย จึงมีความคิดที่จะฟื้นความสัมพันธ์นี้ขึ้นมา
ภายใต้แนวคิด “รู้ถึง อดีต ปัจจุบัน มองเห็นอนาคตของจีน” ทำให้ อรัญ ที่ดูแลด้านหลักสูตรจีนของมหาวิทยาลัยหัวเฉียวอยู่แล้ว เสนอเปิดหลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย-จีน ร่วมกับมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ด้วยการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และสำนักงานกิจการชาวจีนโพ้นทะเล สำนักนายกรัฐมนตรี สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยหลักสูตรนี้จัดขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนได้เข้าใจ เข้าถึง และการพัฒนาของประเทศจีน ผ่าน 3 แกนหลัก คือ
เข้าใจ เข้าถึง คือ รู้ถึง อดีตปัจจุบัน มองเห็นอนาคตของจีนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ความมั่นคง สร้างความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และการพัฒนาเพื่อสร้างความสัมพันธ์ยั่งยืนของสองประเทศผ่านเครือข่ายคนไทยเชื้อสายจีนรุ่นใหม่ โดยในแต่ละสัปดาห์จะ
มีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงมากมายทั้งจากไทยและจีนผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาให้ความรู้
พูดถึงตัวหลักสูตรไปแล้วหลายคนอาจสงสัยว่า ทำไม เพราะอะไร หลักสูตรนี้จึงเกิดขึ้น และยังได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลจีนด้วย นั่นเพราะเมื่อย้อนไปดูประวัติของอรัญแล้ว น่าสนใจไม่น้อย เพราะอรัญเป็นลูกหลานจีนแท้ ตั้งแต่รุ่นปู่ที่โล้สำเภาจากจีนย้ายเข้ามาตั้งรกรากในประเทศไทย สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมา และเป็นหลานปู่ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลหัวเฉียว และมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง “เหีย กวงเอี่ยม” อดีตประธานหอการค้าไทย-จีน องค์กรตัวแทนของนักธุรกิจจีนและชาวจีนทั้งหมดในประเทศไทยในสมัยที่เหีย กวงเอี่ยม รับตำแหน่งเป็นช่วงปี พ.ศ. 2479-2482 ซึ่งเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เหีย กวงเอี่ยม ในฐานะประธานหอการค้าไทย-จีนมีบทบาทและอิทธิพลอย่างมากต่อการต้านภัยสงครามจากนอกประเทศในสมัยนั้น
เหตุนี้ อรัญจึงสามารถพูดภาษาจีนได้สบายๆ และยังได้รับทุนจากรัฐบาลจีนให้เข้าไปเรียนหลักสูตรผู้นำที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ในฐานะลูกหลานวีรชนจีนโพ้นทะเล ทำให้มีโอกาสได้เรียนรู้และใกล้ชิดกับผู้บริหารระดับสูงของจีนเป็นอย่างดี
นอกจากนี้ อรัญยังได้เป็นตัวแทนคนไทยเชื้อสายจีน เข้าไปเป็นที่ปรึกษาในสภาที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจและสังคมของจีน หรือพูดง่ายๆ ก็เหมือนกับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ของไทย ทำให้หลายๆ ครั้งอรัญมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นกับรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ของรัฐบาลจีน
อย่างไรก็ดี ไอเดียการตั้งหลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย-จีน ก็เกิดขึ้นจากการแลกเปลี่ยนความเห็นนี้ด้วย เพราะมองว่า ปัจจุบันลูกหลานไทยเชื้อสายจีนเริ่มลืมเลือนวัฒนธรรมและภาษาแบบจีนไป จนทำให้เกิดความไม่เข้าใจวิธีคิดของคนจีนที่มีรากฐานมาจากวัฒนธรรมของจีน และเข้าไม่ถึงวิธีคิดของคนจีน จนบางครั้งการติดต่อทำธุรกิจก็เกิดปัญหาติดขัด
ทว่า หากมีการเรียนรู้เพื่อให้เข้าใจทั้งวัฒนธรรม วิธีคิด และแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจของจีน ก็จะทำให้สามารถเข้าถึงศูนย์กลางนโยบายของจีน ว่าควรจะเดินเกมธุรกิจต่ออย่างไร ซึ่งกลยุทธ์“ซุนวู” เป็นเหมือนกลยุทธ์ตำราพิชัยสงครามที่คนจีนใช้ในการดำเนินธุรกิจและบริหารงานมาตลอด ดังนั้นหากศึกษาให้เข้าใจก็จะเกิดประโยชน์ต่อการทำธุรกิจร่วมกัน สุดท้ายก็จะนำไปสู่การพัฒนาความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้ยั่งยืน
“ความจริงคนจีนรักคนไทยมาก บางครั้งการที่ไม่เข้าใจวัฒนธรรมซึ่งกันและกันก็อาจทำให้การทำธุรกิจสะดุดได้ ดังนั้นหลักสูตรนี้จึงหวังที่จะไปกระตุ้นคนไทยเชื้อสายจีนให้ตื่นขึ้นมา ทำให้ความสัมพันธ์ในทุกมิติเปิดกว้างขึ้น” อรัญกล่าวด้วยความมุ่งหวัง
สุดท้าย อรัญได้ฝากแนวคิดในการทำงานที่น่าสนใจไว้ว่า “ความซื่อสัตย์และตรงไปตรง มา” เป็นสิ่งที่อรัญใช้เป็นแนวทางในการดำรงชีวิตมาตลอด เพราะถือคำพูดที่ว่า “เงยหน้าไม่อายฟ้า ก้มหน้าไม่อายดิน”







